หนอนกอข้าว
ยอดเหี่ยว หนอนเจาะเข้าไปทำลายที่ข้อต่อโคนรวง
หนอนกอข้าว (Rice Stem Borer) เป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตข้าว มีหลายชนิดในประเทศไทย แต่ชนิดที่พบบ่อยและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจคือ:

 - หนอนกอสีครีม (*Scirpophaga incertulas*)
 - หนอนกอแถบลาย (*Chilo suppressalis*)
 - หนอนกอแถบลายสีม่วง (*Chilo polychrysus*)
 - หนอนกอสีชมพู (*Sesamia inferens*)

หนอนกอข้าวเป็นศัตรูที่สามารถเข้าทำลายข้าวได้ตั้งแต่ระยะกล้าจนถึงระยะออกรวง

ลักษณะและการทำลาย
 - ตัวเต็มวัย: เป็นผีเสื้อกลางคืน ขนาดเล็กถึงปานกลาง สีแตกต่างกันไปตามชนิด (เช่น สีครีม สีขาว สีน้ำตาลลาย) ตัวเมียมักจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้
 - ไข่: ตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่มคล้ายฝักข้าวโพด หรือเป็นแผงซ้อนทับกัน ปกคลุมด้วยขนสีเหลืองทอง มักวางไข่บริเวณใบข้าว หรือกาบใบ
 - หนอน (ตัวอ่อน): เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอน จะเจาะเข้าทำลายกาบใบ ทำให้กาบใบมีสีเหลืองหรือน้ำตาลเป็นรอยช้ำ หนอนจะค่อยๆ กัดกินเข้าไปในลำต้นข้าว ทำให้เกิดความเสียหายที่เรียกว่า ยอดเหี่ยว หรือ หัวหอม
     - ยอดเหี่ยว (Dead heart): เกิดในระยะที่ข้าวแตกกอ เมื่อหนอนเจาะเข้าทำลายลำต้นและกินส่วนของยอดอ่อน ทำให้ยอดกลางเหี่ยวและตายเป็นสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาล เมื่อดึงยอดออกจะหลุดง่าย
     - หัวหอม (Whitehead): เกิดในระยะข้าวออกรวง เมื่อหนอนเจาะเข้าไปทำลายที่ข้อต่อโคนรวง ทำให้รวงข้าวไม่สามารถรับน้ำเลี้ยงได้ รวงจะเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งรวง และไม่มีเมล็ด หรือมีเมล็ดลีบ เมื่อดึงรวงจะหลุดง่ายเช่นกัน
 - ดักแด้: หนอนจะเข้าดักแด้อยู่ภายในลำต้นข้าว หรือตามกาบใบที่ถูกทำลาย ก่อนที่จะเจริญเป็นตัวเต็มวัย

วงจรชีวิต

หนอนกอข้าวมีวงจรชีวิตประมาณ 30-60 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดและสภาพแวดล้อม วงจรชีวิตประกอบด้วย ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย

ปัจจัยที่ส่งเสริมการระบาด

 - การปลูกข้าวต่อเนื่อง: ทำให้มีพืชอาหารของหนอนกอตลอดทั้งปี เป็นการสะสมประชากรของหนอนกอ
 - การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป: ทำให้ต้นข้าวอวบงามและมีใบอ่อนจำนวนมาก ซึ่งดึงดูดผีเสื้อให้มาวางไข่
 - สภาพภูมิอากาศ: อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมส่งเสริมการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์
 - การใช้สารเคมีอย่างไม่เหมาะสม: การใช้สารเคมีที่ทำลายศัตรูธรรมชาติของหนอนกอ อาจทำให้หนอนกอระบาดเพิ่มขึ้นได้

การป้องกันและกำจัด

การจัดการหนอนกอข้าวที่มีประสิทธิภาพควรใช้วิธีแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) ดังนี้:

1.  การจัดการเขตกรรม:
     - การไถกลบตอซังและวัชพืช: หลังการเก็บเกี่ยว ควรไถกลบตอซังและวัชพืชในนาทันที เพื่อทำลายหนอนและดักแด้ที่อาศัยอยู่
     - การปล่อยน้ำท่วมแปลง: การปล่อยน้ำท่วมแปลงหลังการไถกลบ สามารถช่วยทำลายหนอนและดักแด้ที่หลงเหลืออยู่ได้
     - การปลูกพืชหมุนเวียน: การปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่ข้าวในฤดูถัดไป สามารถช่วยตัดวงจรชีวิตของหนอนกอได้
     - ไม่ปลูกข้าวถี่แน่นเกินไป: การปลูกข้าวในระยะที่เหมาะสม ช่วยให้แสงแดดส่องถึงโคนกอ ลดความชื้นสะสม และลดสภาพที่เหมาะแก่การวางไข่
     - การจัดการปุ๋ยไนโตรเจน: ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่เหมาะสมและแบ่งใส่หลายครั้ง เพื่อไม่ให้ต้นข้าวอวบเกินไป

2.  การใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน: เลือกใช้พันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อหนอนกอในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาด

3.  การสำรวจและเฝ้าระวัง:
    * หมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะต้นกล้าถึงแตกกอ
    * หากพบอาการ ยอดเหี่ยว ให้ถอนต้นที่ถูกทำลายทิ้งและนำไปทำลาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
    * ตรวจสอบกลุ่มไข่ผีเสื้อหนอนกอ หากพบให้เก็บทำลาย

4.  การใช้กับดักแสงไฟ:
    * ใช้กับดักแสงไฟล่อตัวเต็มวัยของผีเสื้อหนอนกอมาทำลายในช่วงที่ผีเสื้อเริ่มออกระบาด (มักเป็นช่วงกลางคืน)

5.  การใช้สารชีวภัณฑ์:
การใช้สารชีวภัณฑ์ในการจัดการหนอนกอข้าวเป็นแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกร ลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ และส่งเสริมความยั่งยืนของการผลิตข้าว ถึงแม้ว่าการควบคุมหนอนกอข้าวด้วยสารชีวภัณฑ์อาจต้องใช้ความเข้าใจและเวลามากกว่าสารเคมี แต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเกษตรอินทรีย์และการลดสารพิษในระบบนิเวศ

สารชีวภัณฑ์หลักที่ใช้ในการจัดการหนอนกอข้าว ได้แก่:

1.  เชื้อแบคทีเรีย *Bacillus thuringiensis* (Bt)
     - กลไกการออกฤทธิ์: Bt เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ผลิตโปรตีนผลึก (Cry proteins) ที่มีฤทธิ์เป็นสารพิษต่อหนอนผีเสื้อ เมื่อหนอนกอข้าวกินพืชที่ได้รับการฉีดพ่น Bt เข้าไป โปรตีนผลึกจะถูกย่อยสลายในลำไส้ของหนอนกอข้าว ซึ่งมีสภาพเป็นด่าง ทำให้โปรตีนเปลี่ยนรูปและเข้าทำลายผนังลำไส้ ทำให้หนอนหยุดกินอาหาร อ่อนแอ และตายในที่สุด
     - วิธีการใช้:
         - ชนิดของ Bt: เลือกใช้ Bt ชนิดที่มีประสิทธิภาพต่อหนอนผีเสื้อ เช่น Bt subsp. *kurstaki* หรือ Bt subsp. *aizawai*
         - อัตราส่วน: ใช้ตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ (มักเป็นผงเปียกน้ำหรือน้ำเข้มข้น)
         - การเตรียม: ละลาย Bt ในน้ำสะอาด อาจเติมสารจับใบที่สกัดจากธรรมชาติ เพื่อช่วยให้สารชีวภัณฑ์เกาะติดกับใบพืชได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร่องกาบใบที่หนอนกอชอบอาศัย
         - เวลาฉีดพ่น: ควรฉีดพ่นในช่วงเย็นถึงค่ำ หรือช่วงเช้าตรู่ที่ไม่มีแดดจัด เพื่อป้องกันแสงแดดทำลายประสิทธิภาพของ Bt
         - ความถี่: ควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน หรือตามความรุนแรงของการระบาด และควรเริ่มพ่นตั้งแต่ระยะที่ข้าวเริ่มแตกกอ หรือเมื่อพบการวางไข่ของผีเสื้อหนอนกอ
         - การพ่น: พ่นให้ทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณกาบใบและโคนต้นข้าว ซึ่งเป็นจุดที่หนอนกอเข้าทำลาย
     - ข้อดี: ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงกับหนอนผีเสื้อ ปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และแมลงที่เป็นประโยชน์ (เช่น ศัตรูธรรมชาติ) ไม่ทำให้เกิดการดื้อยา
     - ข้อจำกัด: ประสิทธิภาพจะดีเมื่อหนอนกินสารเข้าไปเท่านั้น ออกฤทธิ์ค่อนข้างช้ากว่าสารเคมี และอาจถูกทำลายโดยแสงยูวีได้

2.  เชื้อราบิวเวอเรีย (*Beauveria bassiana*) และ เชื้อราเมตาไรเซียม (*Metarhizium anisopliae*)
     - กลไกการออกฤทธิ์: เป็นเชื้อราก่อโรคในแมลง (entomopathogenic fungi) สามารถเข้าทำลายได้ทั้งตัวเต็มวัยของผีเสื้อหนอนกอ (เพื่อลดการวางไข่) และตัวหนอนเอง เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับตัวแมลง สปอร์จะงอกและแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในตัวแมลง เชื้อราจะเจริญเติบโตภายในตัวแมลง สร้างสารพิษ ทำให้แมลงป่วยและตายในที่สุด ซากแมลงที่ตายจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใยราและสร้างสปอร์เพื่อแพร่กระจายต่อไป
     - วิธีการใช้:
         - อัตราส่วน: ใช้ตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์
         - การเตรียม: ละลายผงเชื้อราในน้ำสะอาด อาจเติมสารจับใบชีวภาพ
         - เวลาฉีดพ่น:* - สำคัญมาก ควรฉีดพ่นในช่วงเย็นถึงค่ำ หรือช่วงที่ไม่มีแดดจัด และมีความชื้นสูง (เช่น หลังฝนตก) เพื่อให้สปอร์ของเชื้อราสามารถงอกและเข้าทำลายแมลงได้ดี
         - ความถี่: พ่นซ้ำทุก 5-7 วัน หรือตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับการระบาดและความชื้นในอากาศ
         - การพ่น: เน้นพ่นบริเวณโคนต้นข้าวและกาบใบ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหนอน รวมถึงพ่นเหนือทรงพุ่มเพื่อควบคุมผีเสื้อตัวเต็มวัย
     - ข้อดี: ปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และศัตรูธรรมชาติ ไม่ทำให้แมลงดื้อยา
     - ข้อจำกัด: ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง หากอากาศแห้งจะออกฤทธิ์ได้ไม่ดีนัก

3.  สารสกัดจากสะเดา (Neem extract)
     - กลไกการออกฤทธิ์: สารสำคัญในสะเดาคือ อะซาดิแรกติน มีฤทธิ์หลากหลาย:
         - ยับยั้งการกิน (Antifeedant): ทำให้หนอนกอข้าวไม่กัดกินเนื้อเยื่อพืช
         - ยับยั้งการเจริญเติบโต: รบกวนการลอกคราบและพัฒนาการของหนอน
         - ลดการวางไข่: มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ของผีเสื้อตัวเมีย
         - ไล่แมลง (Repellent): มีกลิ่นที่ผีเสื้อหนอนกอไม่ชอบ
     - วิธีการใช้:
         - อัตราส่วน: ใช้ตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ (มักใช้ 20-40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร)
         - การเตรียม: ผสมกับน้ำสะอาดและสารจับใบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
         - เวลาฉีดพ่น: สามารถพ่นได้ทั้งในช่วงเช้าหรือเย็น
         - ความถี่: ควรพ่นซ้ำทุก 3-5 วัน ในช่วงที่คาดว่าจะมีการระบาด หรือเมื่อพบการวางไข่ของผีเสื้อ
     - ข้อดี: ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่เป้าหมาย มีผลต่อหนอนกอในหลายช่วงวัย
     - ข้อจำกัด: ออกฤทธิ์ช้ากว่าสารเคมีสังเคราะห์ และสารสำคัญอาจเสื่อมสภาพเมื่อโดนแสงแดดจัดเป็นเวลานาน

4.  การใช้แตนเบียนไข่ (*Trichogramma spp.*)
     - กลไกการออกฤทธิ์: แตนเบียนไข่เป็นแมลงตัวเล็กมากที่จะวางไข่ในไข่ของผีเสื้อหนอนกอ ทำให้ไข่หนอนกอไม่ฟักเป็นตัวหนอน แต่กลับฟักเป็นแตนเบียนแทน เป็นการลดประชากรหนอนกอได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ระยะไข่
     - วิธีการใช้:
         - การปล่อยแตนเบียน: แตนเบียนจะถูกเพาะเลี้ยงบนไข่ผีเสื้อของแมลงชนิดอื่น (เช่น ไข่หนอนเจาะสมอฝ้าย) และนำมาปล่อยในนาข้าวในช่วงที่ผีเสื้อหนอนกอเริ่มวางไข่ (โดยทั่วไปคือช่วงที่ข้าวอายุประมาณ 20-30 วัน และอาจปล่อยซ้ำตามรอบการวางไข่ของหนอนกอ)
         - ความถี่: ปล่อยเป็นชุดๆ ตามรอบการวางไข่ของผีเสื้อหนอนกอ และสภาพการระบาด
     - ข้อดี: เป็นการควบคุมทางชีวภาพโดยตรงที่ได้ผลดีมาก ปลอดภัย 100% ไม่ทิ้งสารพิษ และเป็นการลดจำนวนหนอนกอตั้งแต่ต้นทาง
     - ข้อจำกัด: ต้องมีการวางแผนการผลิตและปล่อยแตนเบียนอย่างแม่นยำตามเวลาที่เหมาะสม และต้องไม่ใช้สารเคมีที่ทำลายแตนเบียน

6.  การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ:
    * หนอนกอข้าวมีศัตรูธรรมชาติหลายชนิด เช่น:
         - แตนเบียนไข่: แตนเบียนในสกุล *Trichogramma* เป็นแตนเบียนไข่ที่สำคัญ โดยจะวางไข่ในไข่ของผีเสื้อหนอนกอ ทำให้ไข่ไม่ฟัก
         - แตนเบียนหนอน: แตนเบียนหนอนหลายชนิดจะเบียนกินหนอนกอข้าว
         - ตัวห้ำ: แมงมุม มวนเขียวดูดไข่ และแมลงปอ สามารถล่ากินตัวเต็มวัยและหนอนของหนอนกอได้
    * หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่ทำลายศัตรูธรรมชาติอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ศัตรูธรรมชาติสามารถควบคุมประชากรหนอนกอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
 ข้อควรพิจารณาในการใช้สารชีวภัณฑ์จัดการหนอนกอข้าว:

 - การสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ: การใช้สารชีวภัณฑ์จะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มใช้ตั้งแต่พบการระบาดในระยะเริ่มต้น เพราะสารชีวภัณฑ์มักออกฤทธิ์ช้ากว่าสารเคมี
 - สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: ประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์บางชนิด (เช่น เชื้อรา) ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ โดยเฉพาะความชื้นและอุณหภูมิ
 - ความสม่ำเสมอในการใช้: การใช้สารชีวภัณฑ์มักต้องพ่นหรือปล่อยอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมากกว่าสารเคมี
 - การเก็บรักษา: สารชีวภัณฑ์ส่วนใหญ่ไวต่ออุณหภูมิและแสงแดด ควรเก็บรักษาตามคำแนะนำบนฉลาก
 - การผสมผสาน (IPM): การใช้สารชีวภัณฑ์จะได้ผลดีที่สุดเมื่อนำไปใช้ร่วมกับการจัดการแบบผสมผสานอื่นๆ เช่น การใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน การจัดการเขตกรรม (ไถกลบตอซัง กำจัดวัชพืช) และการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของหนอนกอข้าว

การควบคุมหนอนกอข้าวที่ดีที่สุดคือการป้องกันและเฝ้าระวังตั้งแต่เริ่มต้น โดยใช้วิธีการแบบผสมผสานเพื่อลดการพึ่งพาสารเคมีและสร้างสมดุลในระบบนิเวศของนาข้าว

หนอนกอข้าว

หนอนกอข้าว

หนอนกอข้าว

เอกสารประกอบ

เตือน : หนอนกอข้าว - ricestemborer-68.pdf

หนอนกอข้าว - ricestemborer.pdf

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283