น้ำหมักปลา
ปุ๋ยน้ำอินทรียเป็นแหล่งโปรตีนและธาตุอาหารที่สำคัญ
น้ำหมักปลาเป็นการทำปุ๋ยน้ำอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร เนื่องจากปลาเป็นแหล่งโปรตีนและธาตุอาหารที่สำคัญ เมื่อผ่านกระบวนการหมัก จะปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ง่าย

ประโยชน์ของน้ำหมักปลาต่อการเกษตร 
 - เป็นแหล่งไนโตรเจนสูง  โปรตีนในปลาจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นแหล่งไนโตรเจนที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของลำต้น ใบ และความเขียวของพืช
 - มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม  นอกจากไนโตรเจนแล้ว ยังมีธาตุอาหารรองและจุลธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ฟอสฟอรัส (ช่วยในการออกดอกและติดผล) และโพแทสเซียม (ช่วยในการสร้างความแข็งแรงและคุณภาพของผลผลิต)
 - กระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน  สารอินทรีย์ในน้ำหมักปลาเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
 - ช่วยให้พืชแข็งแรงและต้านทานโรค  ธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับพืช ทำให้พืชสามารถต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดีขึ้น

วิธีการทำน้ำหมักปลาแบบง่าย 
1. เตรียมวัตถุดิบ 
     เศษปลาสด หรือปลาทั้งตัวที่ไม่ใช้แล้ว (เช่น ปลาเล็กปลาน้อย) ในปริมาณ 3 ส่วน
     กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง ในปริมาณ 1 ส่วน
     เติมผลไม้ช่วยย่อย เช่น สับปะรด 1 ส่วน 
     อาจเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ EM (Effective Microorganisms) หรือ พด.2 เล็กน้อยเพื่อช่วยเร่งกระบวนการหมัก
2. หมัก 
     นำเศษปลาและกากน้ำตาลใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท (เช่น ถังพลาสติก) คลุกเคล้าให้เข้ากัน
     หากเติม EM ให้ผสม EM กับน้ำเล็กน้อยก่อนเทลงในถัง
     ปิดฝาให้สนิท หมักไว้ 2 เดือน แต่ไม่ต้องแน่นจนเกินไป เพื่อให้แก๊สที่เกิดจากการหมักสามารถระบายออกได้
     ครบ 2 เดือน เติมน้ำเกือบเต็มถังหมัก ย่อยในแบบไม่ใช้อากาศ
3. ระยะเวลา 
     หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปริมาณวัตถุดิบ
     ในช่วงแรกของการหมัก อาจมีกลิ่นค่อนข้างแรง ควรวางในที่อากาศถ่ายเทได้ดี
     สังเกตการเปลี่ยนแปลง หากไม่มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง มีกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยว แสดงว่าหมักได้ที่แล้ว
4. การกรอง  เมื่อหมักได้ที่แล้ว กรองเอากากออก จะได้น้ำหมักปลาที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาล

ปริมาณธาตุอาหารในน้ำหมักปลาจะ ผันแปร ไปตามปัจจัยต่างๆ ดังนี้
- ชนิดและส่วนประกอบของปลาที่ใช้: ปลาแต่ละชนิดมีปริมาณโปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุแตกต่างกัน การใช้ปลาทั้งตัว, หัวปลา, ไส้ปลา หรือกากปลา จะส่งผลต่อปริมาณธาตุอาหารในน้ำหมัก
- อัตราส่วนของปลาและกากน้ำตาลที่ใช้: อัตราส่วนของวัตถุดิบจะส่งผลโดยตรงต่อความเข้มข้นของธาตุอาหาร
- กระบวนการและสภาวะการหมัก: อุณหภูมิ ระยะเวลาในการหมัก การคน และการมีหรือไม่มีอากาศ ล้วนมีผลต่อการย่อยสลายและการปลดปล่อยธาตุอาหาร
- ชนิดของจุลินทรีย์: จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องในการหมักจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการย่อยสลายโปรตีนและสารอินทรีย์อื่นๆ
- ปริมาณน้ำที่เติม (ถ้ามี): การเติมน้ำจะส่งผลต่อความเข้มข้นโดยรวมของธาตุอาหาร

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถสรุปแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของธาตุอาหารในน้ำหมักปลาตามระยะเวลาการหมักได้ดังนี้:

+ ระยะเริ่มต้น (ประมาณ 1 เดือน):
- ในช่วงนี้ จุลินทรีย์จะเริ่มทำการย่อยสลายโปรตีนและสารอินทรีย์ในปลา
- ปริมาณ ไนโตรเจน (N) ในรูปของกรดอะมิโนและสารประกอบอื่นๆ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากการย่อยสลายโปรตีน
- ปริมาณ ฟอสฟอรัส (P) และ โพแทสเซียม (K) อาจยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หรืออาจมีการปลดปล่อยออกมาบ้างเล็กน้อย
- ค่า pH อาจลดลงเล็กน้อยในช่วงแรกเนื่องจากการสร้างกรดอินทรีย์

+ ระยะกลาง (ประมาณ 3-6 เดือน):
- กระบวนการย่อยสลายจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณ ไนโตรเจน ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ง่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- การปลดปล่อย ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อโครงสร้างของเนื้อปลาและส่วนประกอบอื่นๆ ถูกย่อยสลาย
- จุลธาตุ ต่างๆ ที่มีอยู่ในปลาจะถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้น
- ค่า pH อาจเริ่มคงที่หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

+ ระยะปลาย (ประมาณ 9-12 เดือนขึ้นไป):
- กระบวนการย่อยสลายจะช้าลง เนื่องจากสารอินทรีย์ส่วนใหญ่ถูกย่อยสลายไปแล้ว
- ปริมาณ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม อาจจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
- น้ำหมักจะมีลักษณะที่ใสขึ้น และอาจมีตะกอนน้อยลง
- ฮอร์โมนพืช บางชนิด เช่น ออกซินและไซโตไคนิน อาจมีการสร้างและสะสมในน้ำหมักเมื่อระยะเวลาหมักนานขึ้น (ตามข้อมูลงานวิจัยบางส่วน)

ข้อสังเกตจากงานวิจัยบางแห่ง:
- งานวิจัยบางชิ้นพบว่าปริมาณ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น ตามระยะเวลาการหมักที่นานขึ้น (เช่น ถึง 21 วัน)
- อย่างไรก็ตาม การหมักที่นานเกินไปอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ และอาจมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียธาตุอาหารบางชนิด
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำสำหรับน้ำหมักปลาที่ทำเอง:

ทำการวิเคราะห์ธาตุอาหาร: หากต้องการทราบปริมาณธาตุอาหารที่แน่นอน ควรส่งตัวอย่างน้ำหมักปลาไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
สังเกตลักษณะของน้ำหมัก: สี กลิ่น และตะกอนที่เกิดขึ้น สามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของกระบวนการหมักได้ในระดับหนึ่ง

วิธีการใช้ 
 - เจือจาง  นำน้ำหมักปลาที่ได้มาเจือจางกับน้ำก่อนใช้งานเสมอ ความเข้มข้นในการเจือจางขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและระยะการเจริญเติบโต โดยทั่วไปจะใช้อัตราส่วนประมาณ 1:20 ถึง 1:50 (น้ำหมัก 1 ส่วน ต่อน้ำ 20-50 ส่วน)
 - รดดิน  นำน้ำหมักที่เจือจางแล้วไปรดบริเวณรอบโคนต้นพืช ควรหลีกเลี่ยงการรดโดนส่วนของลำต้นและใบโดยตรง
 - ฉีดพ่นทางใบ (เจือจางมาก)  ในบางกรณี สามารถเจือจางในอัตราส่วนที่ต่ำกว่า (เช่น 1:100 หรือมากกว่า) และฉีดพ่นทางใบเพื่อเพิ่มธาตุอาหาร แต่ควรทดลองกับพืชบางส่วนก่อนเพื่อดูผลกระทบ
 - ความถี่  ควรใช้น้ำหมักปลาในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้บ่อยเกินไป สังเกตการตอบสนองของพืช

ข้อควรระวัง 
 - กลิ่น  การหมักปลาอาจมีกลิ่นค่อนข้างแรง โดยเฉพาะในช่วงแรก ควรทำในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี
 - ความเข้มข้น  น้ำหมักปลามีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูง การใช้ในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้พืชได้รับธาตุอาหารมากเกินไปจนเกิดอาการใบไหม้ได้
 - แมลงและสัตว์รบกวน  กลิ่นของน้ำหมักอาจดึงดูดแมลงและสัตว์ต่างๆ ได้ ควรมีมาตรการป้องกัน
 - การเก็บรักษา  ควรเก็บน้ำหมักปลาไว้ในภาชนะปิดสนิท ในที่ร่มและเย็น

น้ำหมักปลาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณค่าและสามารถทำได้ง่ายๆ หากมีการจัดการที่ดีในเรื่องกลิ่นและความเข้มข้น ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปลูกพืช

น้ำหมักปลา

น้ำหมักปลา

เอกสารประกอบ

น้ำหมักปลานิล - nmamak-pla.pdf

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283