นางจรีย์ รัตนะ ทำพืชร่วมยางในพื้นที่ 9 ไร่ โดยมีแรงจูงใจในการทำพืชร่วมยางมาจากการเห็นแปลงของเพื่อนบ้านที่สามารถทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่ไม่ได้รับผลผลิตยางพารา จึงเริ่มปลูกผักเหลียงแซมในสวนยาง และปลูกไม้ใช้สอยเพิ่มเติมในแปลงโดยเน้นบริเวณริมแดน เพื่อเก็บไว้เป็นไม้ใช้สอยและป้องกันสารเคมีจากแปลงใกล้เคียงด้วย ไม้ใช้สอยที่เกิดเองตามธรรมชาติตนจะเว้นไว้ เช่น สะเดาเทียม จิก ส่วนจำปาทองปลูกเพิ่มเติมไว้เพื่อใช้ประโยชน์และสร้างระบบนิเวศในแปลง นอกจากนั้นยังเสริมกิจกรรมด้านปศุสัตว์ด้วยการเลี้ยงไก่พื้นเมือง (ไก่ชน) และเลี้ยงผึ้ง เพื่อเพิ่มความหลากหลายในแปลงสวนยางยั่งยืนของตนเองด้วย ในช่วงแรกที่ทำก็ยังเห็นผลไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เพราะทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ลงทุนอะไรมาก แต่ก็ดีกว่าทำยางพาราเพียงอย่างเดียว รายได้ที่เพิ่มเติมมาจากผักเหลียงเป็นอันดับแรกเพราะเก็บขายได้ทุกวัน ต่อมาก็ได้จากการเลี้ยงไก่พื้นเมือง และไก่ชนซึ่งราคาดีมาก และล่าสุดเริ่มมีรายได้จากการเลี้ยงผึ้งบ้างแล้ว
การทำเกษตรสวนยางยั่งยืน (พืชร่วมยาง)
ความคาดหวังประการแรกที่เริ่มลงมือทำพืชร่วมยางคือ “รายได้” นางจรีย์ รัตนะ ลงมือทำด้วยตนเอง ทำเรื่อยๆ ตามกำลังแรงและกำลังทรัพย์ สิ่งที่ได้รับจากกระบวนการเรียนรู้ในการทำพืชผสมผสานและนำไปสู่การทำสวนยางยั่งยืนคือ การผสมผสานกิจกรรมต่างๆลงในแปลงสวนยางให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การปลูกไม้เศรษฐกิจ ปลูกผักเหลียง การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และการเลี้ยงผึ้ง ทำให้ดำรงอยู่ในวิถีเกษตรปลอดสารอาหารปลอดภัยได้จริง สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ มีรายได้เพิ่ม สวนของเรามีระบบนิเวศที่ดี มีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีผึ้งเป็นตัวชี้วัดเรื่องสารเคมีที่ดีที่สุด สามารถลดต้นทุนการผลิตเรื่องปุ๋ยและสารเคมีได้จริง การเริ่มจากความพร้อมของเราเอง จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากในการจัดการผลผลิต ถ้าไม่ขี้เกียจ เราก็สามารถทำในพื้นที่เล็กๆ มีกิจกรรมสร้างรายได้ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี
การเกษตรผสมผสานโดยจัดรูปแบบสวนยางยั่งยืน
เกษตรผสมผสาน มีองค์ประกอบ 5 ประการ ได้แก่ มีความผสมผสานระหว่าง พืชและสัตว์ มีความหลากหลาย มีพืชต่างระดับ มีความเกื้อกูลกัน ซึ่งนางจรีย์ รัตนะ ได้นำหลักการนี้มาใช้ในแปลงของตนเอง คือ
ปลูกผักเหลียงแซมในร่องยางพารา ปัจจุบันสามารถเก็บขายได้เกือบทุกวัน ราคาอยู่ที่กำละ 10-15 บาท การเว้นไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติไว้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางเกษตรได้ เช่น ทำโรงเรือน ทำคอกไก่ การปลูกไม้สะเดาเทียม ตะเคียนทอง และจำปาทอง เพื่อเป็นไม้กันชนป้องกันสารเคมีริมแดน และเป็นเงินออมไว้ในต้นไม้ เรื่องการเลี้ยงไก่พื้นเมืองก็เช่นกัน แม้ว่าต้นทุนเรื่องอาหารจะมากอยู่สักหน่อย อาหาร 1 กระสอบราคา 340 บาท อยู่ได้ 3 วัน ก็ถือว่าเลี้ยงไว้ดูเล่นบ้าง แก้เหงาบ้าง แต่เมื่อขายไก่ได้ก็หลุดต้นทุนค่าอาหารได้ ส่วนเรื่องการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งผู้ใหญ่บ้าน ได้เข้ามาสนับสนุนให้รวมกลุ่มกับผู้เลี้ยงผึ้งในหมู่บ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแค่เราไม่ใช้สารเคมีผึ้งก็มาอยู่เองได้ เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตก็มีรายได้อีก การจัดการสวนอย่างง่าย ไม่เน้นต้นทุนสูง ไม่ต้องมีแรงงานเยอะ เน้นพืชผักปลอดสารพิษและให้กิจกรรมทุกอย่างเกื้อกูลกันโดยธรรมชาติ เพราะตนเองไม่ได้เป็นหนี้สินและไม่ได้เดือดร้อนทางการเงินมากนัก ปกติรายได้จากยางพาราก็พออยู่พอกินแล้ว แต่พอไม่มีกิจกรรมอื่นทำ ก็จะรู้สึกเหงาเลยลองเพิ่มเติมกิจกรรมอื่นๆดู และก็มาลงตัวกับวิถีเกษตรแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน
แปลง จรีย์ รัตนะ
