ตัวห้ำ
ตัวห้ำ (Predator) คือ สิ่งมีชีวิตที่ล่าและกินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร
ตัวห้ำ (Predator) คือ สิ่งมีชีวิตที่ล่าและกินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร โดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกกินจะเรียกว่า เหยื่อ (Prey) การกินเหยื่อของตัวห้ำนั้นจะมีการจับเหยื่อโดยตรงและใช้ปากกัดกิน หรือดูดกินของเหลวในตัวเหยื่อจนหมด และโดยทั่วไปตัวห้ำหนึ่งตัวจะต้องกินเหยื่อหลายตัวเพื่อการดำรงชีวิตจนครบวงจรชีวิตของมัน
การจัดการศัตรูพืชโดยใช้ตัวห้ำ (Predator) เป็นส่วนสำคัญของการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) ซึ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากศัตรูธรรมชาติเพื่อควบคุมประชากรศัตรูพืช ลดการพึ่งพาสารเคมี และรักษาสมดุลของระบบนิเวศในไร่นาอย่างยั่งยืน
คุณสมบัติเด่นของตัวห้ำ
- ล่าเหยื่อโดยตรง: ตัวห้ำจะออกล่าเหยื่อเอง และกินเหยื่อจนตาย
- กินเหยื่อหลายตัว: ตัวห้ำหนึ่งตัวสามารถกินเหยื่อได้หลายตัวตลอดช่วงชีวิต
- ขนาด: ตัวห้ำมักมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าเหยื่อ
- การดำรงชีวิต: ตัวห้ำจะดำรงชีวิตเป็นอิสระ ไม่ได้อาศัยอยู่ภายในหรือภายนอกตัวเหยื่อตลอดเวลา
หลักการสำคัญในการจัดการศัตรูพืชโดยใช้ตัวห้ำ
1. การอนุรักษ์ตัวห้ำในธรรมชาติ (Conservation Biological Control): เป็นวิธีการที่ยั่งยืนที่สุด โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในไร่นาให้เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มปริมาณและการดำรงอยู่ของตัวห้ำตามธรรมชาติ
- ลดการใช้สารเคมีฆ่าแมลง: สารเคมีเป็นอันตรายต่อตัวห้ำและศัตรูธรรมชาติอื่นๆ การใช้สารเคมีควรเป็นทางเลือกสุดท้าย และเลือกใช้สารเคมีที่เฉพาะเจาะจงต่อศัตรูพืชเป้าหมายและมีผลกระทบต่อตัวห้ำน้อยที่สุด หรือใช้ในช่วงเวลาที่ตัวห้ำยังไม่อยู่ในแปลง
- ปลูกพืชหลากหลาย (Diversification): การปลูกพืชหมุนเวียน พืชร่วม พืชบังลม หรือพืชดอกที่มีเกสรและน้ำหวาน จะช่วยดึงดูดตัวห้ำให้เข้ามาในแปลง และเป็นแหล่งอาหารสำรองให้ตัวห้ำในช่วงที่เหยื่อหายาก
- จัดทำที่พักพิง: จัดหาที่หลบซ่อนและแหล่งเพาะพันธุ์สำหรับตัวห้ำ เช่น การปล่อยให้มีวัชพืชบางชนิดในพื้นที่ที่ไม่รบกวนพืชหลัก การทำรั้วธรรมชาติ หรือการสร้างกองเศษซากพืชที่ไม่รบกวนพืชปลูก
- หลีกเลี่ยงการเผาตอซัง/เศษซากพืช: การเผาทำลายเศษซากพืชเป็นการทำลายแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารสำรองของตัวห้ำ รวมถึงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อื่นๆ
- จัดการดินอย่างยั่งยืน: การดูแลสุขภาพดินให้ดีจะส่งผลต่อสุขภาพพืช ทำให้พืชแข็งแรงและทนทานต่อการเข้าทำลายของศัตรูพืช ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้สารเคมี
2. การเพิ่มปริมาณตัวห้ำ (Augmentation Biological Control): เป็นการเพิ่มจำนวนตัวห้ำในพื้นที่เพาะปลูกในกรณีที่ตัวห้ำธรรมชาติมีจำนวนไม่เพียงพอต่อการควบคุมศัตรูพืช แบ่งได้เป็น 2 แบบ:
- การปล่อยเพิ่มปริมาณ (Inoculative Release): ปล่อยตัวห้ำจำนวนน้อยในระยะเริ่มต้นของการระบาด เพื่อให้ตัวห้ำขยายพันธุ์และควบคุมศัตรูพืชได้ในระยะยาว
- การปล่อยแบบท่วมท้น (Inundative Release): ปล่อยตัวห้ำในปริมาณมากในระยะที่มีศัตรูพืชระบาดรุนแรง เพื่อควบคุมศัตรูพืชให้ลดลงอย่างรวดเร็ว คล้ายกับการใช้สารเคมี แต่ปลอดภัยกว่า ตัวอย่างเช่น การปล่อยไรตัวห้ำเพื่อควบคุมไรแดง
3. การนำเข้าตัวห้ำต่างถิ่น (Classical Biological Control): เป็นการนำเข้าตัวห้ำจากแหล่งกำเนิดของศัตรูพืชมาปล่อยในพื้นที่ที่มีศัตรูพืชระบาด โดยต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศในท้องถิ่นก่อนดำเนินการ
วิธีนี้เหมาะสำหรับการควบคุมศัตรูพืชที่มาจากต่างถิ่นและไม่มีศัตรูธรรมชาติในพื้นที่
ข้อควรพิจารณาในการใช้ตัวห้ำ
ความจำเพาะต่อเหยื่อ: ตัวห้ำบางชนิดกินเหยื่อได้หลากหลาย (polyphagous) บางชนิดกินเหยื่อเฉพาะเจาะจง (monophagous) การเลือกใช้ต้องให้เหมาะสมกับศัตรูพืชเป้าหมาย
สภาพแวดล้อม: อุณหภูมิ ความชื้น และลักษณะของพืช มีผลต่อการดำรงชีวิตและการขยายพันธุ์ของตัวห้ำ
การใช้สารเคมี: ต้องหลีกเลี่ยงหรือลดการใช้สารเคมีที่มีพิษตกค้างนาน หรือเป็นอันตรายต่อตัวห้ำ และเลือกใช้สารชีวภัณฑ์แทน
การตรวจสอบประชากร: จำเป็นต้องมีการสำรวจประชากรศัตรูพืชและตัวห้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการควบคุมและตัดสินใจในการจัดการที่เหมาะสม
ชนิดของตัวห้ำ
ตัวห้ำสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ:
กลุ่มแมลงตัวห้ำ:
- ด้วงเต่า: ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเป็นตัวห้ำ กินเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย ไรแดง และไข่แมลงศัตรูพืชหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ด้วงเต่าลายหยัก (Coccinella transversalis) และด้วงเต่าลายจุด (Harmonia octomaculata)
- มวนเพชฌฆาต / มวนพิฆาต: เป็นตัวห้ำที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมหนอนผีเสื้อชนิดต่างๆ เช่น หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย โดยจะใช้ปากแทงดูดกินของเหลวในตัวหนอน
- แมลงช้างปีกใส: ตัวอ่อนเป็นตัวห้ำที่สำคัญ กินเพลี้ยอ่อน ไรแดง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง และไข่แมลงศัตรูพืช
- แมลงหางหนีบ: กินเพลี้ยชนิดต่างๆ ไข่ และหนอนศัตรูพืช รวมถึงแมลงที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม
- ตั๊กแตนตำข้าว: กินแมลงหลากหลายชนิด
- แมลงปอ: กินแมลงขนาดเล็กที่บินได้ เช่น ยุง แมลงวัน
กลุ่มที่ไม่ใช่แมลง:
- แมงมุม: แมงมุมเกือบทุกชนิดเป็นตัวห้ำ กินแมลงต่างๆ ที่ติดใยหรือถูกจับ
- ไรตัวห้ำ: เป็นไรขนาดเล็กที่กินไรศัตรูพืช (เช่น ไรแดงสองจุด) และเพลี้ยไฟ
- นก งู กบ คางคก: สัตว์เหล่านี้ก็เป็นตัวห้ำในระบบนิเวศขนาดใหญ่ กินแมลงและสัตว์ขนาดเล็กอื่นๆ เป็นอาหาร
ตัวอย่างการใช้ตัวห้ำในการจัดการศัตรูพืช
มวนเพชฌฆาต/มวนพิฆาต: ปล่อยในอัตรา 100 ตัวต่อไร่ในพืชไร่ พืชผัก และไม้ดอก หรือ 100 ตัวต่อต้นในไม้ผล เพื่อควบคุมหนอนทุกชนิดและแมลงที่มีลำตัวนุ่ม
ด้วงเต่าตัวห้ำ: ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกินเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย และไข่แมลงศัตรูพืช การอนุรักษ์หรือปล่อยเพิ่มจำนวนในแปลงสามารถช่วยลดการระบาดของศัตรูพืชเหล่านี้
แมลงช้างปีกใส: ตัวอ่อนมีประสิทธิภาพในการกินเพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้ง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะช่วยให้แมลงช้างปีกใสเพิ่มจำนวน
ไรตัวห้ำ: เช่น ไรตัวห้ำ Amblyseius longispinosus สามารถใช้ควบคุมไรแดงและเพลี้ยไฟได้ โดยปล่อยในอัตรา 2,000 ตัวต่อไร่ในพืชผักและไม้ดอก หรือ 2,000 ตัวต่อต้นในไม้ผล และอาจใช้ร่วมกับการพ่นสารฆ่าไรที่เฉพาะเจาะจงในช่วงแรกที่ไรตัวห้ำกำลังตั้งตัว
การจัดการศัตรูพืชโดยใช้ตัวห้ำเป็นการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความสมดุลในระบบนิเวศในระยะยาว
ตัวห้ำ
PGS นครศรีธรรมราช
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช
ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร : 0816577283
