พืชรุกราน
พืชต่างถิ่น (ไม่ใช่พืชพื้นเมือง) แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง
พืชรุกราน (Invasive Plant / Invasive Alien Plant Species - IAPS) 
พืชรุกราน  คือ พืชต่างถิ่น (ไม่ใช่พืชพื้นเมือง) ที่ถูกนำเข้ามาในถิ่นที่ไม่ใช่ถิ่นกำเนิดของมัน และสามารถ ปรับตัว ขยายพันธุ์ และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนเข้าครอบงำพื้นที่ ก่อให้เกิด ผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

ความเป็นมา  ต้องเป็น พืชต่างถิ่น เท่านั้น และต้องแสดงพฤติกรรม การรุกราน
- ผลกระทบ  เน้นที่ผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นหลัก เช่น
 -- แย่งชิงทรัพยากร  แย่งพื้นที่ แสง น้ำ ธาตุอาหารจากพืชพื้นเมือง
 -- เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของระบบนิเวศ  เช่น เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดิน รูปแบบการไหลของน้ำ เพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่า
 -- ลดความหลากหลายทางชีวภาพ  เข้าไปแทนที่พืชพื้นเมือง ทำให้พืชพื้นเมืองลดจำนวนลงหรือสูญพันธุ์
 -- เป็นแหล่งอาศัยของศัตรูพืชและโรคต่างถิ่น  ซึ่งอาจไม่มีศัตรูธรรมชาติในพื้นที่ใหม่
 -- ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  สร้างความเสียหายต่อการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน
 -- ผลกระทบต่อสุขภาพ  บางชนิดอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือเป็นพิษ
 
 ประเทศไทยประสบปัญหาจาก "พืชรุกราน" หรือ "ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกราน" (Invasive Alien Plant Species - IAPS) อย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คน

 ลักษณะสำคัญของพืชรุกรานในประเทศไทย
พืชรุกรานที่พบในประเทศไทยมักมีลักษณะร่วมกันดังนี้ 
 - เติบโตเร็วและขยายพันธุ์ได้ดี  มีอัตราการเจริญเติบโตสูง สร้างเมล็ดจำนวนมาก หรือมีวิธีการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศที่มีประสิทธิภาพ (เช่น เหง้า, ไหล, หัว)
 - ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี  ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดินแห้งแล้ง ดินเค็ม หรือดินที่ขาดธาตุอาหาร
 - ไม่มีศัตรูธรรมชาติ  ในถิ่นกำเนิดเดิมอาจมีโรค แมลง หรือสัตว์ที่คอยควบคุมประชากร แต่เมื่อถูกนำเข้ามาในประเทศไทยกลับไม่มี ทำให้เจริญเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด
 - แย่งชิงทรัพยากร  แย่งน้ำ ธาตุอาหาร แสงแดด และพื้นที่จากพืชพื้นเมืองอย่างรุนแรง
 - เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ  ทำให้องค์ประกอบของชนิดพืชในพื้นที่เปลี่ยนไป เกิดการครอบงำของพืชรุกราน และอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ที่อาศัยพืชพื้นเมือง
 - มักถูกนำเข้าโดยมนุษย์  ไม่ว่าจะโดยเจตนา (เช่น ปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้เศรษฐกิจ หรือพืชอาหารสัตว์) หรือไม่เจตนา (ติดมากับการเดินทาง การขนส่ง)

 พืชรุกรานที่สำคัญในประเทศไทย (ตัวอย่างที่พบบ่อยและสร้างปัญหามาก)
1.  ผักตบชวา (Eichhornia crassipes) 
     - ลักษณะ  พืชน้ำลอยน้ำ ใบกลมป้อม มีดอกสีม่วงสวยงาม
     - ปัญหา  แพร่กระจายอย่างรวดเร็วมากจนปกคลุมผิวน้ำทั้งหมด ทำให้แสงแดดส่องไม่ถึงพืชน้ำอื่นๆ ออกซิเจนในน้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ การประมง การสัญจรทางน้ำ และระบบนิเวศแหล่งน้ำ
     - การแพร่กระจาย  ทั้งโดยการแตกหน่อและสร้างเมล็ด
2.  ไมยราบยักษ์ (Mimosa pigra) 
     - ลักษณะ  ไม้พุ่มขนาดใหญ่ มีหนามแหลม ใบคล้ายไมยราบ แต่มีขนาดใหญ่กว่า
     - ปัญหา  เจริญเติบโตเร็วมากและสร้างพุ่มทึบปกคลุมพื้นที่ริมน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ทุ่งหญ้า และพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้พืชพื้นเมืองไม่สามารถขึ้นได้ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน และเป็นแหล่งหลบซ่อนของศัตรูพืช
     - การแพร่กระจาย  เมล็ดจำนวนมาก และทนทาน
3.  สาบเสือ (Chromolaena odorata) 
     - ลักษณะ  ไม้ล้มลุกขนาดใหญ่ หรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบมีกลิ่นฉุน ดอกสีขาวอมม่วง
     - ปัญหา  เจริญเติบโตเร็วมากในพื้นที่เปิดโล่ง ที่รกร้าง และพื้นที่ถูกรบกวน สร้างมวลชีวภาพหนาแน่น แข่งขันกับพืชพื้นเมือง และเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเมื่อเกิดไฟป่า
     - การแพร่กระจาย  เมล็ดที่ปลิวไปกับลมได้ไกล
4.  ผกากรอง (Lantana camara) 
     - ลักษณะ  ไม้พุ่ม ดอกออกเป็นช่อหลากสีสัน (ชมพู ส้ม แดง เหลือง) ผลกลมเล็กสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีดำ
     - ปัญหา  แพร่กระจายตามที่รกร้าง ชายป่า และพื้นที่เกษตร แข่งขันกับพืชพื้นเมือง เป็นพิษต่อปศุสัตว์บางชนิดหากกินเข้าไป
     - การแพร่กระจาย  เมล็ดถูกนกและสัตว์กินแล้วขับถ่ายออกมา
5.  หญ้าขจรจบ (Pennisetum polystachyon, P. pedicellatum) 
     - ลักษณะ  หญ้าใบยาว ลำต้นตั้งตรง ออกดอกเป็นช่อคล้ายหางกระรอก
     - ปัญหา  แพร่กระจายรวดเร็วในทุ่งหญ้า พื้นที่เกษตร และริมถนน ทนทานต่อการถูกตัดและเหยียบย่ำ ทำให้เป็นวัชพืชร้ายแรงในหลายพื้นที่
     - การแพร่กระจาย  เมล็ดจำนวนมาก ปลิวไปกับลม
6.  กระถิน (Leucaena leucocephala) 
     - ลักษณะ  ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง ดอกสีขาวนวล ออกฝักแบน
     - ปัญหา  แม้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกป่าฟื้นฟูและเป็นพืชอาหารสัตว์ แต่ก็มีศักยภาพในการรุกรานสูง สามารถแพร่กระจายและขึ้นเป็นพืชเด่นในหลายพื้นที่ แย่งพื้นที่จากพืชพื้นเมือง
     - การแพร่กระจาย  เมล็ดจำนวนมาก
7.  ต้อยติ่งเทศ (Ruellia tuberosa) 
     - ลักษณะ  ไม้ล้มลุก ดอกสีม่วง ผลคล้ายถั่วเมื่อแห้งจะแตกออกและดีดเมล็ดกระเด็นไปได้ไกล
     - ปัญหา  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ แต่เมื่อเมล็ดแพร่กระจายออกนอกพื้นที่ปลูกก็สามารถสร้างปัญหาเป็นวัชพืชและพืชรุกรานได้ง่าย
     - การแพร่กระจาย  เมล็ดที่ดีดตัวออกไปไกล
8.  ธูปฤาษี (Typha angustifolia) 
     - ลักษณะ  พืชน้ำ ใบเรียวยาว ดอกเป็นช่อคล้ายธูป
     - ปัญหา  เจริญเติบโตหนาแน่นในแหล่งน้ำตื้นๆ และริมตลิ่ง ทำให้บดบังแสงอาทิตย์ เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ และการสัญจรทางน้ำ

 ผลกระทบโดยรวมของพืชรุกรานในประเทศไทย
 - ต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม 
     - ลดความหลากหลายทางชีวภาพ  พืชรุกรานเข้าแย่งพื้นที่ แสง น้ำ และธาตุอาหาร ทำให้พืชพื้นเมืองลดจำนวนลงหรือสูญพันธุ์
     - เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของระบบนิเวศ  เช่น เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดิน รูปแบบการไหลของน้ำ เพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่า
     - กระทบต่อสัตว์ป่า  สัตว์ป่าหลายชนิดต้องพึ่งพาพืชพื้นเมืองเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย เมื่อพืชพื้นเมืองลดลง สัตว์เหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบ
 - ต่อเศรษฐกิจ 
     - ความเสียหายต่อการเกษตร  ลดผลผลิตพืชไร่ พืชสวน เพราะมีการแข่งขันสูง
     - ต้นทุนการจัดการที่สูงขึ้น  รัฐและเกษตรกรต้องใช้งบประมาณและแรงงานจำนวนมากในการควบคุมและกำจัด
     - ผลกระทบต่อการประมงและการท่องเที่ยว  โดยเฉพาะพืชน้ำรุกรานที่ขัดขวางการทำประมงและลดทัศนียภาพ
 - ต่อสังคมและสุขภาพ 
    * บางชนิดอาจเป็นพิษต่อมนุษย์หรือปศุสัตว์
    * บางชนิดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงพาหะนำโรค (เช่น ยุงในแหล่งน้ำที่มีผักตบชวาหนาแน่น)

 การจัดการพืชรุกรานในประเทศไทย
การจัดการพืชรุกรานเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน 
 - การป้องกัน  ควบคุมการนำเข้าพืชต่างถิ่นอย่างเข้มงวด การให้ความรู้แก่ประชาชน
 - การเฝ้าระวังและการตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Early Detection and Rapid Response - EDDR)  หากพบพืชรุกรานชนิดใหม่ ควรเร่งกำจัดตั้งแต่แรกเริ่ม ก่อนที่จะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง
 - การควบคุมและกำจัด 
     - วิธีกล  ถอน ตัด ฟัน เก็บเกี่ยว
     - วิธีเคมี  ใช้สารกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมและปลอดภัย
     - วิธีชีวภาพ  การใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงบางชนิด หรือเชื้อโรค (ต้องศึกษาและควบคุมอย่างระมัดระวัง)
     - การจัดการแบบผสมผสาน (Integrated Management)  การนำหลายๆ วิธีมารวมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน

การนำพืชรุกรานมาใช้ประโยชน์  เปลี่ยนภัยคุกคามให้เป็นโอกาส
พืชรุกราน (Invasive plants) สร้างปัญหาให้กับระบบนิเวศอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากรกับพืชพื้นเมือง ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่แนวคิดที่น่าสนใจคือการมองหาลู่ทางในการ นำพืชรุกรานเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบและสร้างมูลค่าเพิ่มได้
1. การนำมาใช้เป็นพลังงานชีวมวล (Bioenergy)
พืชรุกรานหลายชนิดมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วและให้ผลผลิตชีวมวลสูง ทำให้เหมาะสำหรับการนำมาผลิตพลังงานทดแทน เช่น 
 - เชื้อเพลิงชีวภาพ  การนำมาผลิตเอทานอล, ไบโอดีเซล หรือก๊าซชีวภาพ
 - การผลิตไฟฟ้า  การนำไปเผาไหม้ในโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
ตัวอย่าง 
 - ผักตบชวา  ถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด (pellets) หรือผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในครัวเรือนและชุมชน
 - สาบเสือ  สามารถนำมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลได้
2. การนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ (Animal Feed)
พืชรุกรานบางชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมและสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริมหรืออาหารหลักสำหรับปศุสัตว์ได้ ช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์และควบคุมการแพร่กระจายของพืชเหล่านี้
ตัวอย่าง 
 - ผักตบชวา  นำมาหมักหรือผสมกับวัตถุดิบอื่นเพื่อเป็นอาหารเสริมสำหรับโค, สุกร, เป็ด, ไก่
 - ไมยราบยักษ์  สามารถนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ หรือหมักเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องหนาม
3. การนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปรับปรุงดิน (Organic Fertilizer & Soil Amendment)
การนำพืชรุกรานมาทำปุ๋ยหมัก (compost) หรือปุ๋ยน้ำชีวภาพ (liquid bio-fertilizer) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการนำอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดิน และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ตัวอย่าง 
 - ผักตบชวา, ไมยราบยักษ์, สาบเสือ  สามารถนำมาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงได้ เนื่องจากมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช
4. การนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ (Handicrafts & Products)
พืชรุกรานที่มีเส้นใยแข็งแรงหรือมีคุณสมบัติเฉพาะตัว สามารถนำมาใช้ในการผลิตงานหัตถกรรมหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน
ตัวอย่าง 
 - ผักตบชวา  เส้นใยจากผักตบชวานิยมนำมาผลิตเป็นกระเป๋า, หมวก, เสื่อ, เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้กระทั่งกระดาษ
 - ไมยราบยักษ์  ลำต้นสามารถนำมาใช้ทำฟืน หรือเป็นวัสดุสำหรับงานประดิษฐ์บางอย่างได้
5. การนำมาใช้ในการบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment)
พืชรุกรานบางชนิดมีความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและสารมลพิษในน้ำได้ดี ทำให้สามารถนำมาใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบธรรมชาติ
ตัวอย่าง 
 - ผักตบชวา  มีประสิทธิภาพสูงในการดูดซับไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส และโลหะหนักจากน้ำเสีย

ข้อควรพิจารณาที่สำคัญ
แม้ว่าการนำพืชรุกรานมาใช้ประโยชน์จะมีข้อดี แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน 
 - การควบคุมการแพร่กระจาย  การเก็บเกี่ยวเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ เพื่อไม่ให้พืชรุกรานแพร่กระจายเพิ่มขึ้น
 - ความคุ้มค่า  ต้องพิจารณาถึงต้นทุนในการเก็บเกี่ยว, ขนส่ง, และแปรรูป ว่าคุ้มค่ากับการนำมาใช้ประโยชน์หรือไม่
 - การวิจัยและพัฒนา  จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีการใช้ประโยชน์พืชรุกรานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าพืชรุกรานเป็นเพียงปัญหา มาสู่การหาวิธี "สร้างมูลค่า" จากพืชเหล่านี้ จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการบริหารจัดการพืชรุกรานได้อย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน
 
เอกสารประกอบ

พืชรุกรานในประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร - invasive_plants-th.pdf

พืชรุกรานในเขตอนุรักษ์ของประเทศไทย - invasive_plants_forest-th.pdf

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283