เพลี้ยจักจั่นสีเขียว
แมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงโดยตรง และเป็นพาหะนำโรคไวรัสที่สำคัญมาสู่ต้นข้าว
เพลี้ยจักจั่นสีเขียว (Green Leafhopper) เป็นศัตรูข้าวที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นทั้งแมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงโดยตรง และเป็นพาหะนำโรคไวรัสที่สำคัญมาสู่ต้นข้าว
ชนิดของเพลี้ยจักจั่นสีเขียวที่สำคัญในนาข้าว
เพลี้ยจักจั่นสีเขียวมีหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญและเป็นพาหะของโรคที่สำคัญได้แก่:
- Nephotettix virescens* (Distant)
- Nephotettix nigropictus* (Stål)
ลักษณะและการทำลาย
- ลักษณะ:
- ตัวเต็มวัย: มีลำตัวสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม ขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร มีลักษณะรูปลิ่ม (wedge-shaped) บางชนิดอาจมีจุดสีดำหรือลวดลายสีดำบนปีกและลำตัว
- ไข่: ตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่ม 10-15 ฟองในเนื้อเยื่อใบข้าว บริเวณเส้นกลางใบหรือกาบใบ ไข่มีสีเขียวใสหรือขาวนวล
- ตัวอ่อน (Nymph): มีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัยแต่ไม่มีปีก มีสีเหลืองอ่อนถึงเขียวอ่อน ตัวอ่อนจะลอกคราบ 4 ครั้ง ก่อนเจริญเป็นตัวเต็มวัย
- วงจรชีวิต: เพลี้ยจักจั่นสีเขียวมีการเจริญเติบโตแบบไม่สมบูรณ์ (incomplete metamorphosis)
- ระยะไข่: ประมาณ 7 วัน
- ระยะตัวอ่อน: ประมาณ 14 วัน (ลอกคราบ 4 ครั้ง)
- ระยะตัวเต็มวัย: มีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 10 วัน
- การทำลาย:
- ดูดกินน้ำเลี้ยง: ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและลำต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวอ่อนแอ ชะงักการเจริญเติบโต ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีด เริ่มจากปลายใบลงมา ต้นข้าวแคระแกร็น และอาจแห้งตายในที่สุด
- พาหะนำโรค: ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดจากการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นสีเขียวคือการเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคพืชที่สำคัญหลายชนิดมาสู่ต้นข้าว เช่น
- โรคใบสีส้ม (Rice Tungro Virus - RTV): เป็นโรคที่สำคัญที่สุดที่เพลี้ยจักจั่นสีเขียวเป็นพาหะ ทำให้ใบข้าวเปลี่ยนเป็นสีส้ม เหลืองส้ม หรือเหลืองเข้ม ต้นข้าวเตี้ยแคระแกร็น แตกกอน้อยลง ผลผลิตลดลงอย่างมาก
- โรคใบเหลืองแคระแกร็น (Yellow Dwarf)
- โรคเขียวเตี้ย (Grassy Stunt): ในบางกรณี
ปัจจัยที่ส่งเสริมการระบาด
- การปลูกข้าวต่อเนื่อง: ทำให้มีแหล่งอาหารและที่หลบซ่อนของเพลี้ยตลอดเวลา
- การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป: ทำให้ต้นข้าวอ่อนแอและดึงดูดเพลี้ย
- สภาพภูมิอากาศ: เพลี้ยจักจั่นสีเขียวชอบสภาพอากาศอบอุ่นและชื้น
- ขาดการควบคุมศัตรูธรรมชาติ: การใช้สารเคมีอย่างไม่เหมาะสมอาจทำลายศัตรูธรรมชาติ ทำให้เพลี้ยระบาดเพิ่มขึ้น
การป้องกันและกำจัด
การจัดการเพลี้ยจักจั่นสีเขียวควรใช้วิธีการแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน
1. การใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน: เลือกใช้พันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยจักจั่นสีเขียวและโรคใบสีส้ม ปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้ต้านทานต่อเพลี้ยจักจั่นสีเขียวหลายพันธุ์
2. การจัดการแปลงนา:
- หมั่นสำรวจแปลงนา: ตรวจสอบแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะต้นกล้าถึงแตกกอ เพื่อเฝ้าระวังการระบาดและดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที
- กำจัดวัชพืช: กำจัดวัชพืชทั้งในนาและรอบแปลงนา เนื่องจากวัชพืชหลายชนิดเป็นพืชอาศัยของเพลี้ยจักจั่นสีเขียว
- ปลูกพืชหมุนเวียน: ในช่วงพักนาหรือระหว่างฤดูปลูก ควรมีการปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่ข้าว เพื่อตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยและลดแหล่งอาหาร
- ปรับปรุงการให้น้ำ: การจัดการน้ำที่ดี เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง อาจช่วยลดการระบาดได้บ้าง
- การใช้กับดักแสงไฟ: ในช่วงที่พบการระบาด สามารถใช้หลอดไฟล่อแมลงในเวลากลางคืนเพื่อดักจับและทำลายตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นสีเขียวได้
3. การใช้ศัตรูธรรมชาติ:
- ตัวห้ำ: เช่น แมงมุม มวนเขียวดูดไข่ แมลงปอ ด้วงดิน
- ตัวเบียน: แตนเบียนไข่ เช่น *Anagrus empoascae* และ *Conatocerus empoascae* ซึ่งจะวางไข่ในไข่เพลี้ยจักจั่น ทำให้ไข่เพลี้ยไม่ฟัก
- เชื้อราก่อโรคในแมลง: เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย (*Beauveria bassiana*) และเชื้อราเมตาไรเซียม (*Metarhizium anisopliae*) ซึ่งสามารถเข้าทำลายเพลี้ยได้
* ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่ทำลายศัตรูธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมให้ระบบนิเวศในนามีความสมดุล
4. การใช้สารชีวภัณฑ์:
- เชื้อราบิวเวอเรีย และเชื้อราเมตาไรเซียม: พ่นสารละลายเชื้อราในช่วงเย็น โดยเฉพาะเมื่อมีความชื้นสูง สปอร์จะแทงเข้าสู่ตัวแมลงและทำให้ตาย
- สารสกัดสะเดา: มีฤทธิ์เป็นสารไล่แมลง ยับยั้งการกิน ยับยั้งการเจริญเติบโต และลดการวางไข่ของเพลี้ย
สารชีวภัณฑ์ที่นิยมใช้ในการจัดการเพลี้ยจักจั่นสีเขียวมีดังนี้:
1. เชื้อราบิวเวอเรีย (*Beauveria bassiana*)
- กลไกการออกฤทธิ์: เป็นเชื้อราก่อโรคในแมลง (entomopathogenic fungi) เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับตัวเพลี้ยจักจั่นสีเขียว สปอร์จะงอกและผลิตเส้นใยแทงทะลุเปลือกตัวเพลี้ยเข้าไปภายในลำตัว จากนั้นเส้นใยราจะเจริญเติบโตและสร้างสารพิษ ทำให้เพลี้ยอ่อนแอ ป่วย และตายในที่สุด ซากเพลี้ยที่ตายจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใยราสีขาวหรือขาวเหลือง และสร้างสปอร์เพิ่มขึ้นเพื่อแพร่กระจายต่อไป
- วิธีการใช้:
- อัตราส่วน: โดยทั่วไปใช้ผงเชื้อรา 80-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (หรือตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์)
- การเตรียม: ละลายผงเชื้อราในน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน อาจเติมสารจับใบที่สกัดจากธรรมชาติ (เช่น สารจับใบจากน้ำมันสะเดา หรือสารจับใบชีวภาพ) เพื่อช่วยให้ละอองสารเกาะติดใบพืชและตัวเพลี้ยได้ดีขึ้น
- เวลาฉีดพ่น: ควรฉีดพ่นในช่วงเย็นถึงค่ำ หรือช่วงที่ไม่มีแดดจัด เนื่องจากสปอร์ของเชื้อราอ่อนแอต่อแสงแดดและความร้อนสูง
- ความถี่: พ่นซ้ำทุก 5-7 วัน หรือตามความรุนแรงของการระบาด และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (ความชื้นสูง)
- การพ่น: พ่นให้ทั่วถึงทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณโคนต้นข้าวและใต้ใบ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของเพลี้ยจักจั่นสีเขียว
- ข้อดี: ปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยจักจั่นสีเขียว ไม่ทำให้เพลี้ยเกิดการดื้อยา
- ข้อจำกัด: ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูง หากอากาศแห้งประสิทธิภาพจะลดลง
2. เชื้อราเมตาไรเซียม (*Metarhizium anisopliae*)
- กลไกการออกฤทธิ์: มีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายคลึงกับเชื้อราบิวเวอเรีย คือเป็นเชื้อราก่อโรคในแมลง เมื่อสปอร์ติดกับตัวแมลงจะเจริญเติบโตและเข้าทำลายแมลงให้ตาย ซากเพลี้ยที่ตายด้วยเชื้อราเมตาไรเซียมมักมีลักษณะเป็นสีเขียวหรือเขียวอมเทาจากสปอร์ของเชื้อราที่ขึ้นปกคลุม
- วิธีการใช้: คล้ายกับการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย คือควรพ่นในช่วงเย็นถึงค่ำ และต้องการความชื้นสูงเพื่อการงอกของสปอร์
- ข้อดีและข้อจำกัด: คล้ายกับเชื้อราบิวเวอเรีย
3. สารสกัดจากสะเดา (Neem extract)
- กลไกการออกฤทธิ์: สารสำคัญในสะเดาคือ "อะซาดิแรกติน" (Azadirachtin) ซึ่งมีผลต่อเพลี้ยจักจั่นสีเขียวในหลายด้าน:
- ยับยั้งการกิน (Antifeedant): ทำให้เพลี้ยไม่อยากกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าว
- ยับยั้งการเจริญเติบโต: รบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมการลอกคราบและการเจริญเติบโตของแมลง ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถลอกคราบได้ตามปกติและตายในที่สุด
- ลดการวางไข่: ทำให้เพลี้ยจักจั่นตัวเมียวางไข่น้อยลง หรือไข่ฟักเป็นตัวได้น้อยลง
- ไล่แมลง (Repellent): มีกลิ่นที่เพลี้ยไม่ชอบ ทำให้เพลี้ยอพยพออกไป
- วิธีการใช้:
- อัตราส่วน: สารสกัดสะเดาเข้มข้น มักใช้ 20-40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร (ปรับตามความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์)
- การเตรียม: ผสมกับน้ำสะอาดและสารจับใบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะติดกับพืช
- เวลาฉีดพ่น: สามารถพ่นได้ทั้งในช่วงเช้าหรือเย็น
- ความถี่: ควรพ่นซ้ำทุก 3-5 วัน ในช่วงที่มีการระบาด หรือเมื่อพบเพลี้ยเริ่มเข้ามาในนา
- ข้อดี: ปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และศัตรูธรรมชาติ ออกฤทธิ์หลากหลาย ไม่ทำให้เกิดการดื้อยา
- ข้อจำกัด: ออกฤทธิ์ช้ากว่าสารเคมีสังเคราะห์ และสารสำคัญในสะเดาอาจสลายตัวได้เมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน
ข้อควรพิจารณาและคำแนะนำเพิ่มเติม:
- การสำรวจแปลงนา: การใช้สารชีวภัณฑ์จะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มใช้ตั้งแต่พบการระบาดในระยะเริ่มต้น เพราะสารชีวภัณฑ์มักออกฤทธิ์ช้ากว่าสารเคมี
- สภาพแวดล้อม: ประสิทธิภาพของเชื้อราก่อโรคในแมลง (เช่น บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม) ขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศสูง ดังนั้นการพ่นในช่วงเย็นหรือหลังฝนตกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
- การเก็บรักษา: สารชีวภัณฑ์ส่วนใหญ่ไวต่ออุณหภูมิและแสงแดด ควรเก็บในที่ร่ม เย็น และพ้นจากแสงแดดโดยตรงตามคำแนะนำบนฉลาก
- การผสมกับสารเคมี: ควรหลีกเลี่ยงการผสมสารชีวภัณฑ์กับสารเคมีฆ่าแมลงบางชนิดที่อาจทำลายเชื้อราหรือลดประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์
- การจัดการแบบผสมผสาน (IPM): การใช้สารชีวภัณฑ์ควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน โดยรวมกับการใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน การจัดการน้ำและปุ๋ยที่เหมาะสม การกำจัดวัชพืช และการส่งเสริมศัตรูธรรมชาติ เพื่อให้การควบคุมเพลี้ยจักจั่นสีเขียวมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
การใช้สารชีวภัณฑ์เป็นทางเลือกที่ดีในการลดความเสี่ยงจากการใช้สารเคมี และช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในนาข้าว ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตข้าวที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว
การจัดการเพลี้ยจักจั่นสีเขียวที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและการตัดสินใจที่ถูกต้องในการเลือกใช้วิธีการควบคุมที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อลดความเสียหายและรักษาผลผลิตข้าวให้ยั่งยืน
เพลี้ยจักจั่นสีเขียว
เอกสารประกอบ
เพลี้ยจักจั่นสีเขียว - Green_Leafhopper.pdf
PGS นครศรีธรรมราช
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช
ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร : 0816577283
