เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
สร้างความเสียหายอย่างมากต่อผลผลิตข้าว
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown Planthopper, BPH) หรือมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า *Nilaparvata lugens* (Stål) เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของข้าวในทวีปเอเชีย สร้างความเสียหายอย่างมากต่อผลผลิตข้าว

ลักษณะและการทำลาย
 - ลักษณะ: ตัวเต็มวัยมีลำตัวสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลปนดำ มี 2 รูปแบบ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) ซึ่งสามารถอพยพเคลื่อนย้ายได้ และชนิดปีกสั้น (brachypterous form) ซึ่งมักพบอยู่ตามโคนกอข้าว
    * ตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่มที่ก้านใบข้าวหรือเส้นกลางใบ บริเวณที่วางไข่จะมีรอยช้ำเป็นสีน้ำตาล
    * ตัวอ่อนมี 5 ระยะ และจะลอกคราบ 4 ครั้ง
 - การทำลาย: เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงปากดูด จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการผิดปกติ
     - อาการไหม้ (Hopperburn): เมื่อมีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจำนวนมากจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวอย่างรุนแรง ทำให้ต้นข้าวแห้งเป็นสีน้ำตาลคล้ายถูกไฟไหม้และตายในที่สุด
     - พาหะนำโรค: นอกจากนี้ ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก (ragged stunt) และโรคเขียวเตี้ย (grassy stunt) มาสู่ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบสีเขียวแคบและสั้น ปลายใบบิดเป็นเกลียว และขอบใบแหว่งวิ่น

ปัจจัยที่มีผลต่อการระบาด

 - การปลูกข้าวต่อเนื่อง: การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเว้นช่วงพักนา ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
 - การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป: การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณมากเกินความจำเป็น ทำให้ต้นข้าวอวบและอ่อนแอ เหมาะแก่การเข้าทำลายของเพลี้ย
 - การใช้สารเคมีฆ่าแมลงผิดวิธี: สารเคมีบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์หรือออร์กาโนฟอสเฟตบางชนิด อาจทำลายศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้เพลี้ยระบาดเพิ่มขึ้นได้

การป้องกันและกำจัด

การจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพควรใช้วิธีแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) ดังนี้:

1.  การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน: เป็นวิธีที่สำคัญและยั่งยืน ควรเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
2.  การจัดการแปลงนา:
     - หมั่นสำรวจแปลงนา: ตรวจสอบแปลงนาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังการระบาดตั้งแต่ระยะแรก
     - ควบคุมระดับน้ำในนา: การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง โดยปล่อยให้น้ำในนาแห้งสลับกับการขังน้ำ จะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยได้
     - ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน: ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป
     - ลดความหนาแน่นของต้นข้าว: การปลูกข้าวในแต่ละหลุม/กอไม่ให้แน่นเกินไป จะช่วยให้แสงแดดส่องถึงโคนต้นได้ดี ลดสภาพที่เอื้อต่อการหลบซ่อนและขยายพันธุ์ของเพลี้ย
3.  การใช้ศัตรูธรรมชาติ: อนุรักษ์และส่งเสริมศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น
     - ตัวห้ำ: มวนเขียวดูดไข่, ด้วงดิน, ด้วงก้นกระดก, แมงมุมสุนัขป่า, แมงมุมเขี้ยวยาว, แมลงปอ
     - ตัวเบียน: แตนเบียนไข่ในสกุล *Anagrus* และ *Paracentrobia*, แตนเบียน *Pseudogonatopus*
     - เชื้อราทำลายแมลง: เชื้อราบิวเวอเรีย (*Beauveria bassiana*) และเชื้อราเมตาไรเซียม (*Metarhizium anisopliae*) โดยฉีดพ่นในตอนเย็น
4.  การใช้สารชีวภัณฑ์: เช่น สารสกัดสะเดา หรือเชื้อราบิวเวอเรีย เมตาไรเซียม
 สารชีวภัณฑ์ที่นิยมใช้ในการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล:
1.  เชื้อราบิวเวอเรีย ( *Beauveria bassiana*)
     - กลไกการออกฤทธิ์: เป็นเชื้อราก่อโรคในแมลง (entomopathogenic fungi) เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สปอร์จะงอกและแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในตัวแมลง เชื้อราจะเจริญเติบโตภายในตัวแมลง สร้างสารพิษ ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอ่อนแอ ป่วย และตายในที่สุด ซากของแมลงจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใยราสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน และสร้างสปอร์เพิ่มขึ้นเพื่อแพร่กระจายต่อไป
     - วิธีการใช้:
        * ละลายผงเชื้อราบิวเวอเรียในน้ำตามอัตราส่วนที่แนะนำ (มักเป็น 80-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร)
        * ผสมสารจับใบที่เหมาะสม (เช่น สารจับใบที่สกัดจากธรรมชาติ) เพื่อช่วยให้สารชีวภัณฑ์เกาะติดกับตัวแมลงและใบพืชได้ดีขึ้น
        * ฉีดพ่นในช่วงเย็นถึงค่ำ เนื่องจากสปอร์ของเชื้อราอ่อนแอต่อแสงแดดและความร้อนสูง
        * พ่นให้ทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณโคนกอข้าวซึ่งเป็นที่อาศัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
        * ควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน หรือตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับการระบาดและความชื้นในอากาศ เพราะความชื้นสูงจะช่วยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี
     - ข้อดี: ปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้เกิดการดื้อยาของแมลง
     - ข้อจำกัด: ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง
2.  เชื้อราเมตาไรเซียม ( *Metarhizium anisopliae*)
     - กลไกการออกฤทธิ์: มีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายคลึงกับเชื้อราบิวเวอเรีย คือเป็นเชื้อราก่อโรคในแมลง สปอร์จะเข้าสู่ตัวแมลงและทำให้แมลงตาย ซากแมลงที่ตายด้วยเชื้อราเมตาไรเซียมมักมีลักษณะเป็นสีเขียวหรือเขียวอมเทาจากสปอร์ของเชื้อรา
     - วิธีการใช้: คล้ายกับการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย คือควรพ่นในช่วงเย็นถึงค่ำ และต้องการความชื้นสูงเพื่อการงอกของสปอร์
     - ข้อดีและข้อจำกัด: คล้ายกับเชื้อราบิวเวอเรีย
3.  สารสกัดจากสะเดา (Neem extract)
     - กลไกการออกฤทธิ์: สารสำคัญในสะเดาคือ "อะซาดิแรกติน" (Azadirachtin) ซึ่งมีฤทธิ์หลากหลายต่อแมลง
         - ยับยั้งการกิน (Antifeedant): ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่กินพืช
         - ยับยั้งการเจริญเติบโต: ขัดขวางการลอกคราบและการเจริญเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
         - ลดการวางไข่: ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเมียวางไข่น้อยลงหรือไข่ไม่ฟัก
         - ไล่แมลง: มีกลิ่นที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่ชอบ
     - วิธีการใช้:
        * ละลายสารสกัดสะเดาเข้มข้นในน้ำตามอัตราส่วนที่แนะนำ (มักใช้ 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร)
        * สามารถพ่นได้ทั้งในช่วงเช้าหรือเย็น
        * ควรพ่นซ้ำทุก 3-5 วัน ในช่วงที่เพลี้ยระบาด
     - ข้อดี: ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่เป้าหมาย มีผลต่อเพลี้ยในหลายช่วงวัย
     - ข้อจำกัด: ออกฤทธิ์ช้ากว่าสารเคมีสังเคราะห์ และประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อถูกแสงแดดเป็นเวลานาน
4.  ชีวภัณฑ์อื่น ๆ ที่กำลังมีการศึกษาและพัฒนา
     - เชื้อแบคทีเรีย: เช่น *Bacillus thuringiensis* (Bt) แม้ว่า Bt จะมีชื่อเสียงในการควบคุมหนอนผีเสื้อ แต่ก็มีการศึกษาและพัฒนาสายพันธุ์ที่อาจมีฤทธิ์ต่อแมลงปากดูดได้ในอนาคต
     - สารสกัดจากพืชอื่นๆ: พืชบางชนิดมีสารที่ออกฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงหรือไล่แมลง ซึ่งกำลังมีการวิจัยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์

ข้อควรพิจารณาในการใช้สารชีวภัณฑ์:
 - ความสม่ำเสมอ: การใช้สารชีวภัณฑ์มักต้องใช้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอมากกว่าสารเคมี เนื่องจากออกฤทธิ์ช้ากว่าและต้องการเวลาในการสร้างประชากรศัตรูธรรมชาติ
 - สภาพแวดล้อม: ประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์ โดยเฉพาะเชื้อรา จะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิและความชื้น หากสภาพอากาศไม่เหมาะสม อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง
 - การเก็บรักษา: สารชีวภัณฑ์ส่วนใหญ่ไวต่ออุณหภูมิและแสงแดด ควรเก็บรักษาในที่ร่ม เย็น และพ้นจากแสงแดดโดยตรง
 - การผสมกับสารเคมี: ควรหลีกเลี่ยงการผสมสารชีวภัณฑ์กับสารเคมีฆ่าแมลงบางชนิดที่อาจทำลายเชื้อหรือลดประสิทธิภาพของสารชีวภัณฑ์
 - การจัดการแบบผสมผสาน (IPM): การใช้สารชีวภัณฑ์จะได้ผลดีที่สุดเมื่อนำไปใช้ร่วมกับวิธีการจัดการอื่นๆ เช่น การใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน การจัดการน้ำในนา การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ และการสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ

การจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วยสารชีวภัณฑ์เป็นการลงทุนในระยะยาวที่ช่วยสร้างระบบนิเวศนาข้าวที่สมดุลและยั่งยืน ลดการพึ่งพาสารเคมี และส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั้งของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

การเฝ้าระวังและใช้มาตรการป้องกันกำจัดที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสียหายจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

การทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

เอกสารประกอบ

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล - Brown-planthopper.pdf

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล : กรมส่งเสริมการเกษตร - BPH.pdf

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283