แมลงศัตรูพืช
สัตว์ที่มีลำตัวเป็นปล้อง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชเพาะปลูก
แมลงศัตรูพืช หมายถึง สัตว์ที่มีลำตัวเป็นปล้อง จัดอยู่ในชั้น Insecta ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชเพาะปลูก โดยเข้าทำลายพืชได้ทุกส่วนตั้งแต่ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโต คุณภาพของผลผลิต และอาจทำให้พืชตายได้

ประเภทของแมลงศัตรูพืชและการเข้าทำลาย
แมลงศัตรูพืชสามารถแบ่งตามลักษณะการเข้าทำลายได้หลายกลุ่ม เช่น:
- แมลงปากกัด: เช่น หนอนผีเสื้อ ตั๊กแตน ด้วงปีกแข็ง จะกัดกินยอด ใบ หรือทำให้ใบพืชเป็นรูพรุน จนเหลือแต่เส้นใบ ทำให้พืชขาดส่วนสังเคราะห์แสงและหยุดการเจริญเติบโต
- แมลงปากดูด: เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว และมวนต่างๆ จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช โดยเฉพาะยอดหรือใบอ่อน ทำให้ใบและยอดหงิกงอ เหี่ยวแห้ง ต้นแคระแกร็น บางชนิดยังเป็นพาหะนำโรคไวรัสในพืช
- หนอนชอนใบ: เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนแมลงวันบางชนิด จะกัดกินเนื้อเยื่อระหว่างผิวใบพืช ทำให้พืชขาดส่วนสังเคราะห์แสงและที่สะสมอาหาร
- แมลงศัตรูพืชจำพวกที่ทำให้เกิดปุ่มปม (gall maker): เช่น ต่อ แตน และเพลี้ย เมื่อกัดกิน ดูดน้ำเลี้ยง หรือวางไข่บนพืช จะปลดปล่อยสารบางชนิด ทำให้เกิดอาการปุ่มปมผิดปกติบนส่วนต่างๆ ของพืช

แมลงศัตรูพืชที่สำคัญในประเทศไทยมีหลากหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูกและสภาพแวดล้อม การทำความเข้าใจแมลงศัตรูพืชแต่ละชนิดเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนป้องกันและกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แมลงศัตรูพืชสำคัญที่พบบ่อยในพืชเศรษฐกิจหลักๆ ของไทย:
1. แมลงศัตรูข้าว (พืชไร่ที่สำคัญที่สุด):
 - เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล: (Brown planthopper) เป็นแมลงปากดูดที่สำคัญที่สุดในนาข้าว ดูดกินน้ำเลี้ยงจากโคนต้นข้าว ทำให้ข้าวเหลืองและแห้งตายเป็นหย่อมๆ คล้ายถูกไฟไหม้ (อาการ "hopperburn") และยังเป็นพาหะนำโรคไวรัส เช่น โรคใบสีส้ม และโรคเขียวเตี้ย
 - เพลี้ยจักจั่นสีเขียว: (Green leafhopper) แมลงปากดูด ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบข้าวและยังเป็นพาหะนำโรคไวรัส เช่น โรคใบหงิกและโรคเขียวเตี้ย
 - เพลี้ยไฟข้าว: (Rice thrips) แมลงปากดูดขนาดเล็ก ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบเป็นสีขาวหรือสีเงิน ยอดหงิกงอ
 - หนอนกอข้าว: (Rice stem borer) หนอนชนิดนี้จะเจาะเข้าทำลายลำต้นข้าว ทำให้เกิดอาการ "ยอดเหี่ยว" (dead heart) ในระยะข้าวเล็ก และ "ข้าวหัวหงอก" (white head) ในระยะออกรวง ทำให้ผลผลิตเสียหาย
 - หนอนห่อใบข้าว: (Rice leaf folder) หนอนจะห่อใบข้าวเป็นท่อแล้วกัดกินเนื้อเยื่อใบภายใน ทำให้ใบข้าวเป็นสีขาวหรือโปร่งใส ลดประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง
 - แมลงบั่ว: (Gall midge) ตัวหนอนจะเข้าไปอาศัยอยู่ในปลอกหุ้มยอดอ่อนของต้นข้าว ทำให้ยอดข้าวผิดรูปเป็น "หลอดบัว" หรือ "หลอดหอม"
2. แมลงศัตรูพืชผัก:
 - เพลี้ยอ่อน: (Aphids) แมลงปากดูดขนาดเล็ก ดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนและใบ ทำให้ใบหงิกงอ ยอดอ่อนชะงักการเจริญเติบโต และยังขับถ่ายมูลหวานซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของราดำ
 - เพลี้ยไฟ: (Thrips) แมลงปากดูดขนาดเล็ก ดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก และผล ทำให้เกิดอาการใบหงิกงอ ใบสีเงิน ดอกร่วง หรือผลเป็นแผล
 - เพลี้ยแป้ง: (Mealybug) มีลักษณะลำตัวปกคลุมด้วยผงสีขาวคล้ายแป้ง ดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช ทำให้พืชอ่อนแอ และยังขับถ่ายมูลหวานเช่นเดียวกับเพลี้ยอ่อน
 - หนอนกระทู้ผัก: (Common cutworm) หนอนผีเสื้อที่กัดกินใบพืชอย่างรวดเร็ว ทำความเสียหายมากในพืชผักหลายชนิด
 - หนอนคืบกะหล่ำ: (Cabbage looper) หนอนที่กัดกินใบพืชตระกูลกะหล่ำเป็นหลัก
 - ด้วงหมัดผัก: (Flea beetle) ด้วงขนาดเล็กที่กระโดดได้และกัดกินใบผักเป็นรูเล็กๆ คล้ายถูกเข็มหมุดเจาะ
3. แมลงศัตรูไม้ผล:
 - แมลงวันทอง/แมลงวันผลไม้: (Fruit fly) ตัวเต็มวัยจะเจาะเข้าไปวางไข่ในผลไม้ ทำให้หนอนกัดกินเนื้อผลไม้ด้านใน ผลเน่าเสียและร่วงหล่น เป็นศัตรูสำคัญต่อไม้ผลหลายชนิด เช่น มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ มะละกอ
 - เพลี้ยไก่แจ้ (ในทุเรียน): (Durian psyllid) ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบหงิกงอ แห้ง และร่วง
 - หนอนเจาะผล/เจาะลำต้น: (Fruit borer/Stem borer) เช่น หนอนเจาะผลทุเรียน หนอนเจาะลำต้นพืชต่างๆ ทำให้ผลผลิตเสียหาย หรือพืชตาย
 - ไรแดง: (Red spider mite) จัดอยู่ในกลุ่มไร ไม่ใช่แมลง แต่ก็เป็นศัตรูพืชที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบเป็นจุดสีขาวซีดหรือเป็นสีน้ำตาลแดง หากรุนแรงใบจะร่วง
4. แมลงศัตรูพืชในโรงเก็บ:
 - ด้วงงวงข้าว: (Rice weevil) เข้าทำลายข้าวเปลือกและข้าวสารในโรงเก็บ โดยตัวอ่อนจะกัดกินอยู่ภายในเมล็ด ทำให้เมล็ดเสียหาย
 - ผีเสื้อข้าวเปลือก: (Angoumois grain moth) ตัวอ่อนกัดกินภายในเมล็ดข้าวเปลือก ทำให้เมล็ดเสียหาย

การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่สมบูรณ์แบบ การจัดการที่มีประสิทธิภาพมักจะใช้แนวทางแบบ ผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) ซึ่งเป็นการผสมผสานวิธีการหลายอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อลดการพึ่งพาสารเคมี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพเกษตรกรและผู้บริโภค

หลักการสำคัญของการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสาน IPM
1.  รู้จักศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติ: การเข้าใจวงจรชีวิต พฤติกรรมของแมลงศัตรูพืช และการรู้จักแมลงศัตรูธรรมชาติ (ตัวห้ำ ตัวเบียน) เป็นพื้นฐานที่สำคัญ
2.  เฝ้าระวังและสำรวจ: ตรวจสอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินสถานการณ์การระบาดของแมลง
3.  ใช้หลายวิธีร่วมกัน: ผสมผสานวิธีการควบคุมหลายอย่าง
4.  ใช้สารเคมีเมื่อจำเป็น: พิจารณาการใช้สารเคมีเป็นทางเลือกสุดท้าย และใช้เฉพาะเมื่อวิธีการอื่นไม่สามารถควบคุมการระบาดได้

วิธีการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช
การป้องกันและกำจัดสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ได้ดังนี้:
1. วิธีทางเขตกรรม (Cultural Control):
เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในแปลงปลูกและวิธีการเพาะปลูก เพื่อทำให้พืชแข็งแรงและไม่เหมาะสมกับการระบาดของแมลงศัตรูพืช
 - การเลือกใช้พันธุ์พืชต้านทาน: เลือกปลูกพืชที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีความต้านทานต่อแมลงศัตรูพืชชนิดนั้นๆ
 - การเตรียมดินที่ดี: ดินที่ร่วนซุย มีธาตุอาหารเพียงพอ จะทำให้พืชแข็งแรงและทนทานต่อการเข้าทำลายของแมลง
 - การปลูกพืชหมุนเวียน: หลีกเลี่ยงการปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำๆ ในแปลงเดิม เพื่อตัดวงจรชีวิตของแมลงศัตรูพืชที่จำเพาะกับพืชนั้นๆ
 - การกำหนดระยะปลูก/เวลาปลูกที่เหมาะสม: ปลูกพืชในเวลาที่เหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงที่แมลงศัตรูพืชชนิดนั้นๆ ระบาดหนัก หรือปลูกพร้อมกันในพื้นที่ เพื่อไม่ให้มีแหล่งอาหารต่อเนื่อง
 - การดูแลบำรุงพืชให้แข็งแรง: การให้น้ำ ให้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ทำให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรง สามารถต้านทานหรือฟื้นตัวจากการเข้าทำลายของแมลงได้ดี
 - การสุขาภิบาลแปลงปลูก:
    * กำจัดวัชพืชรอบแปลง ซึ่งอาจเป็นแหล่งอาศัยหรือแหล่งอาหารของแมลงศัตรูพืช
    * เก็บเศษซากพืชที่ร่วงหล่น หรือพืชที่เป็นโรค/ถูกทำลายไปทิ้งหรือทำลาย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของแมลงและโรค
 - การตัดแต่งกิ่ง/ใบที่ถูกทำลาย: ช่วยกำจัดแมลงที่อาศัยอยู่บนส่วนนั้นๆ และช่วยให้พืชโปร่ง ลดความชื้น ซึ่งไม่เอื้อต่อการขยายพันธุ์ของแมลงบางชนิด

2. วิธีทางกายภาพและกลไก (Physical and Mechanical Control):
เป็นวิธีการใช้แรงงานคนหรืออุปกรณ์เพื่อจับ ดัก หรือทำลายแมลงศัตรูพืชโดยตรง
 - การเก็บมือ: เก็บไข่ หนอน ดักแด้ หรือตัวเต็มวัยของแมลงศัตรูพืชไปทำลาย (เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็ก)
 - การใช้กับดัก:
     - กับดักแสงไฟ: ใช้แสงไฟล่อแมลงกลางคืน
     - กับดักกาวเหนียว/กับดักสี: ใช้แผ่นพลาสติกสีเหลืองหรือสีฟ้าทากาวเหนียว เพื่อล่อและดักจับแมลงบางชนิด เช่น เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน
     - กับดักฟีโรโมน: ใช้สารฟีโรโมนสังเคราะห์ล่อแมลงเพศผู้มาติดกับดัก เพื่อลดประชากรและขัดขวางการผสมพันธุ์
 - การใช้อุปสรรคกีดขวาง: เช่น การใช้มุ้งคลุมแปลงปลูกผัก เพื่อป้องกันแมลงไม่ให้เข้ามาวางไข่หรือทำลายพืช
 - การไถพรวนดิน: การไถพรวนดินลึกๆ ช่วยทำลายดักแด้หรือตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยอยู่ในดิน

3. วิธีทางชีวภาพ (Biological Control):
เป็นการใช้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เป็นศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชมาควบคุมประชากรแมลง
 - การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ: สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายพันธุ์ของศัตรูธรรมชาติ เช่น ลดการใช้สารเคมี, ปลูกพืชอาหารสำหรับศัตรูธรรมชาติ
 - การปล่อยศัตรูธรรมชาติ: ปล่อยแมลงตัวห้ำ (predators) เช่น ด้วงเต่าลาย, มวนพิฆาต, แมลงช้างปีกใส หรือแมลงตัวเบียน (parasitoids) เช่น แตนเบียนชนิดต่างๆ เข้าไปในแปลง เพื่อควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืช
 - การใช้จุลินทรีย์กำจัดแมลง (Microbial Pesticides):
     - เชื้อแบคทีเรีย: เช่น Bacillus thuringiensis (Bt) ซึ่งสร้างสารพิษที่ทำลายหนอนผีเสื้อ
     - เชื้อรา: เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana), เชื้อราเมธาไรเซียม (Metarhizium anisopliae) ซึ่งเข้าทำลายแมลงศัตรูพืช
     - เชื้อไวรัส: เช่น NPV (Nuclear Polyhedrosis Virus) ที่จำเพาะกับหนอนบางชนิด
4. วิธีทางกฎหมาย (Regulatory Control):
เป็นการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง เช่น การกักกันพืชและควบคุมการนำเข้าพืชผลผลิต
5. วิธีทางเคมี (Chemical Control):
เป็นการใช้สารเคมีกำจัดแมลง (ยาฆ่าแมลง) สารเคมีเป็นวิธีที่ให้ผลรวดเร็ว แต่ควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายและด้วยความระมัดระวังสูงสุด
 - เลือกใช้สารเคมีให้เหมาะสม: เลือกใช้ชนิดสารออกฤทธิ์ที่จำเพาะกับแมลงศัตรูพืชเป้าหมาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและศัตรูธรรมชาติมากที่สุด
 - อ่านฉลากและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด: ทั้งอัตราการใช้ วิธีการใช้ ระยะเวลาการฉีดพ่น และช่วงเวลาเก็บเกี่ยว (PHI: Pre-harvest Interval) เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
 - ใช้เมื่อจำเป็นและเมื่อถึงระดับเศรษฐกิจ (Economic Threshold): ไม่ควรใช้โดยไม่จำเป็น หรือใช้เกินความจำเป็น
 - สลับกลุ่มสารเคมี: เพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง

แนวทางการจัดการที่ยั่งยืน:
ในปัจจุบัน การเกษตรยั่งยืนเน้นการลดการใช้สารเคมีและเพิ่มการใช้กลไกทางธรรมชาติ รวมถึงการเข้าใจระบบนิเวศในแปลงเพาะปลูก เพื่อสร้างสมดุลและลดความจำเป็นในการพึ่งพาการควบคุมแบบรุนแรง การนำหลัก IPM มาปรับใช้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชอย่างยั่งยืน

 

แมลงศัตรูพืช

เอกสารประกอบ

ศัตรูธรรมชาติที่สำคัญ - insect_pests.pdf

การจัดการแมลงศัตรูพืช - learn-manage-pest.pdf

การจัดการแมลงศัตรูพืช-ไร - pests-rai.pdf

การจัดการแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสาน - IPM.pdf

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283