โรคขาดธาตุอาหารของพืช
ภาวะที่พืชไม่ได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างเพียงพอ
โรคขาดธาตุอาหารของพืช (Plant Nutrient Deficiency) เป็นภาวะที่พืชไม่ได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลให้พืชแสดงอาการผิดปกติและอาจทำให้ผลผลิตลดลง หรือถึงขั้นตายได้

ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก:
1.  ธาตุอาหารหลัก (Macronutrients): พืชต้องการในปริมาณมาก ได้แก่
    - ไนโตรเจน (N): สำคัญต่อการเจริญเติบโตของใบและลำต้น
    - ฟอสฟอรัส (P): สำคัญต่อการออกดอก ออกผล และการเจริญเติบโตของราก
    - โพแทสเซียม (K): ช่วยในการสังเคราะห์แสง การสร้างภูมิต้านทานโรค และการเคลื่อนย้ายน้ำและธาตุอาหารในพืช
    - แคลเซียม (Ca): เสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้พืชแข็งแรง
    - แมกนีเซียม (Mg): เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ (สารสีเขียวในพืช) สำคัญต่อการสังเคราะห์แสง
    - กำมะถัน (S): สำคัญต่อการสร้างโปรตีนและเอนไซม์ในพืช
2.  ธาตุอาหารรอง/จุลธาตุ (Micronutrients): พืชต้องการในปริมาณน้อย แต่จำเป็นต่อการทำงานของเอนไซม์และกระบวนการทางชีวเคมีต่างๆ ได้แก่
    - เหล็ก (Fe)
    - แมงกานีส (Mn)
    - สังกะสี (Zn)
    - ทองแดง (Cu)
    - โบรอน (B)
    - โมลิบดีนัม (Mo)
    - คลอรีน (Cl)

อาการของพืชที่ขาดธาตุอาหารต่างๆ (ตัวอย่างอาการที่พบบ่อย):

โรคขาดธาตุอาหารหลักของพืช คือภาวะที่พืชไม่ได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นในปริมาณมากพอต่อการเจริญเติบโต ได้แก่ ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P), และโพแทสเซียม (K) ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการมากที่สุด และมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช
 1. การขาดไนโตรเจน (Nitrogen - N)
ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ (สารสีเขียวในพืช) โปรตีน เอนไซม์ และกรดนิวคลีอิก ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างใบ ลำต้น และการเจริญเติบโตโดยรวมของพืช
อาการ:
- ใบเหลืองซีด: อาการจะเริ่มจาก ใบแก่หรือใบล่างสุด ก่อน เพราะไนโตรเจนเป็นธาตุที่เคลื่อนที่ได้ดีในพืช (mobile nutrient) พืชจะเคลื่อนย้ายไนโตรเจนจากใบแก่ไปเลี้ยงส่วนที่กำลังเจริญเติบโตใหม่ ทำให้ใบแก่ขาดไนโตรเจนและมีสีเหลืองซีด (chlorosis) อาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองอมเขียว
- การเจริญเติบโตชะงักงัน: พืชจะโตช้า แคระแกร็น ลำต้นผอมเล็ก ใบมีขนาดเล็กลง และมีใบน้อย
- สีของลำต้น/กิ่งก้าน: อาจมีสีม่วงแซม โดยเฉพาะที่โคนใบหรือกาบใบในพืชบางชนิด (เช่น ข้าวโพด) เนื่องจากมีการสะสมของสารแอนโธไซยานิน
- ดอกและผล: ออกดอกและติดผลน้อย หรือผลมีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์
-  แก้ไข/ป้องกัน: เพิ่มธาตุไนโตรเจนให้พืช โดยใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก

2. การขาดฟอสฟอรัส (Phosphorus - P)
ฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบของ DNA, RNA, ATP (แหล่งพลังงานของเซลล์) และเยื่อหุ้มเซลล์ มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสง การหายใจ การสะสมพลังงาน การออกดอก ออกผล และการเจริญเติบโตของราก
อาการ:
- สีม่วง/แดงอมม่วง: ใบแก่หรือใบล่างสุดจะมีสีเขียวคล้ำหรือมีสีม่วง/แดงอมม่วงแซม โดยเฉพาะบริเวณขอบใบหรือใต้ใบ อาการนี้จะชัดเจนในพืชบางชนิด เช่น มะเขือเทศ หรือพืชที่อยู่ในช่วงอุณหภูมิต่ำ
- การเจริญเติบโตช้า: พืชต้นแคระแกร็น การเจริญเติบโตโดยรวมช้าผิดปกติ
- ระบบรากไม่ดี: รากสั้น ไม่แตกแขนง ทำให้พืชดูดซึมน้ำและธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่
- ออกดอกออกผลน้อย: พืชจะออกดอกช้า ออกดอกน้อย หรือไม่ออกดอกเลย ผลมีขนาดเล็ก หรือเมล็ดลีบ
- แก้ไข/ป้องกัน: เพิ่มธาตุฟอสฟอรัสให้พืช โดยใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น  หินฟอสเฟต

3. การขาดโพแทสเซียม (Potassium - K)
โพแทสเซียมไม่ได้เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างพืชโดยตรง แต่เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด ควบคุมการเปิดปิดปากใบ การเคลื่อนย้ายน้ำและธาตุอาหาร การสังเคราะห์แป้งและน้ำตาล และช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลง
อาการ:
- ขอบใบไหม้: อาการจะเริ่มจาก ใบแก่หรือใบล่างสุด ก่อน (โพแทสเซียมก็เป็นธาตุที่เคลื่อนที่ได้ดี) โดยขอบใบและปลายใบจะมีสีเหลืองซีด แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ แห้ง และอาจร่วงหล่นในที่สุด ลักษณะคล้ายถูกไฟไหม้ (marginal necrosis or scorching)
- พืชเหี่ยวเฉา: เนื่องจากกลไกการควบคุมน้ำของพืชผิดปกติ พืชอาจมีอาการเหี่ยวเฉาได้ง่าย
- ลำต้นอ่อนแอ: ลำต้นไม่แข็งแรง ล้มง่าย
- ผลผลิตลดลง: ผลมีขนาดเล็ก คุณภาพไม่ดี รสชาติไม่หวาน เมล็ดลีบ หรือมีตำหนิ
- แก้ไข/ป้องกัน: เพิ่มธาตุโพแทสเซียมให้พืช โดยใช้ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น  ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีโพแทสเซียม เช่น ขี้เถ้าไม้
 
โรคขาดธาตุอาหารรอง (Micronutrient Deficiency) ของพืช หมายถึง ภาวะที่พืชไม่ได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นในปริมาณน้อย แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการทางชีวเคมีต่างๆ ในพืช ธาตุอาหารรองเหล่านี้ประกอบด้วย เหล็ก (Fe), แมงกานีส (Mn), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu), โบรอน (B), โมลิบดีนัม (Mo) และคลอรีน (Cl) แม้จะต้องการน้อย แต่การขาดธาตุเหล่านี้ก็สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพของพืชได้

อาการโดยรวมของการขาดธาตุอาหารรอง

โดยทั่วไป อาการขาดธาตุอาหารรองมักจะปรากฏที่ ใบอ่อนหรือยอดอ่อน ก่อน เนื่องจากธาตุอาหารรองส่วนใหญ่เป็นธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ไม่ดี (immobile nutrients) ในพืช ยกเว้นโมลิบดีนัมที่ค่อนข้างเคลื่อนที่ได้ดี

อาการจำเพาะของพืชที่ขาดธาตุอาหารรองแต่ละชนิด (ตัวอย่างอาการที่พบบ่อย)
1.  เหล็ก (Iron - Fe) ขาด
    - อาการ ใบอ่อนมีอาการเหลืองซีดระหว่างเส้นใบ (interveinal chlorosis) โดยที่เส้นใบยังคงมีสีเขียวเข้มอยู่ เมื่ออาการรุนแรงขึ้น ใบอ่อนจะเหลืองซีดทั้งใบจนเกือบขาว ยอดอ่อนอาจแห้งตาย (tip dieback)
    - สาเหตุ มักเกิดในดินที่มีค่า pH สูง (ดินด่าง) ดินที่มีแคลเซียมสูง หรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี
    - ธาตุเคลื่อนที่ ไม่เคลื่อนที่
2.  แมงกานีส (Manganese - Mn) ขาด
    - อาการ ใบอ่อนมีอาการเหลืองซีดระหว่างเส้นใบเช่นเดียวกับเหล็ก แต่เส้นใบยังคงเขียวอยู่ ลักษณะคล้ายลายร่างแห สีเหลืองซีดนั้นอาจเป็นสีจุดๆ หรือเป็นแถบๆ หากขาดรุนแรง อาจเกิดจุดสีน้ำตาลหรือดำเล็กๆ กระจายบนใบ และใบอาจมีลักษณะย่นหรือผิดรูป
    - สาเหตุ มักเกิดในดินที่มีค่า pH สูง ดินอินทรียวัตถุสูง หรือดินที่แน่นทึบ
    - ธาตุเคลื่อนที่ ค่อนข้างไม่เคลื่อนที่
3.  สังกะสี (Zinc - Zn) ขาด
    - อาการ ใบอ่อนมีขนาดเล็กลงมาก ใบมีรูปร่างผิดปกติ เช่น ใบแคบและยาวผิดปกติ (little leaf) หรือใบมีลักษณะเป็นพุ่มแจ้ (rosetting) เนื่องจากข้อปล้องสั้นลง ใบอาจมีสีเหลืองซีดระหว่างเส้นใบ หรือมีจุดสีน้ำตาลแดงกระจายบนใบ
    - สาเหตุ มักเกิดในดินที่มีค่า pH สูง ดินทราย หรือดินที่มีฟอสฟอรัสสูงเกินไป
    - ธาตุเคลื่อนที่ ไม่เคลื่อนที่
4.  ทองแดง (Copper - Cu) ขาด
    - อาการ ยอดอ่อนชะงักการเจริญเติบโตหรือแห้งตาย ใบอ่อนมีสีเขียวเข้มผิดปกติ อาจมีปลายใบหรือขอบใบบิดเบี้ยวหรือไม่สมบูรณ์ ดอกและผลติดน้อยหรือลีบ
    - สาเหตุ มักเกิดในดินอินทรียวัตถุสูง ดินทราย หรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี
    - ธาตุเคลื่อนที่ ไม่เคลื่อนที่
5.  โบรอน (Boron - B) ขาด
    - อาการ จุดเจริญเติบโต (ยอด) จะชะงักการเจริญเติบโตหรือตายไปเลย (death of terminal buds) ทำให้พืชแตกกิ่งด้านข้างมากผิดปกติ ลำต้นและก้านใบเปราะ แตกหักง่าย ผลและหัวแตก ผิดรูป หรือเป็นโพรงด้านใน เช่น กะหล่ำปลีเป็นโพรง หัวผักกาดกลวงใน และมีผลต่อการผสมเกสร ทำให้การติดผลน้อยลง
    - สาเหตุ มักเกิดในดินทราย ดินที่มีค่า pH สูง หรือดินที่แห้งแล้ง
    - ธาตุเคลื่อนที่ ไม่เคลื่อนที่
6.  โมลิบดีนัม (Molybdenum - Mo) ขาด
    - อาการ คล้ายอาการขาดไนโตรเจน เนื่องจากโมลิบดีนัมจำเป็นต่อการตรึงไนโตรเจนของแบคทีเรีย และการเปลี่ยนไนเตรทเป็นแอมโมเนียมในพืช ใบแก่มีสีเหลืองซีด ใบอาจมีลักษณะม้วนงอหรือผิดรูป โดยเฉพาะที่ขอบใบ เช่น ใบผักกาดหอมเป็นรูปแส้ม้า (whiptail)
    - สาเหตุ มักเกิดในดินที่มีค่า pH ต่ำ (ดินเปรี้ยว)
    - ธาตุเคลื่อนที่ เคลื่อนที่ได้ดี
7.  คลอรีน (Chlorine - Cl) ขาด
    - อาการ อาการขาดคลอรีนพบน้อยมากในธรรมชาติ เพราะมักมีคลอรีนเพียงพอในน้ำฝนและในดิน หากขาดอาจพบอาการเหี่ยวเฉา ใบมีอาการคลอโรซิส หรือใบมีสีบรอนซ์ และรากอ้วนสั้น
    - สาเหตุ มักไม่ค่อยเป็นปัญหาในทางเกษตร
    - ธาตุเคลื่อนที่ ค่อนข้างเคลื่อนที่ได้ดี

การแก้ไขและป้องกันการขาดธาตุอาหารรอง
- การวิเคราะห์ดินและเนื้อเยื่อพืช เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการระบุว่าพืชขาดธาตุอาหารชนิดใด และปริมาณเท่าไร
- การปรับค่า pH ของดิน เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะค่า pH มีผลต่อการละลายและการดูดซึมธาตุอาหารรองหลายชนิด เช่น ธาตุเหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดง จะดูดซึมได้ดีในดินกรดเล็กน้อยถึงเป็นกลาง ส่วนโมลิบดีนัมจะดูดซึมได้ดีในดินด่าง
- การใช้ปุ๋ยธาตุอาหารรอง มีทั้งแบบปุ๋ยเม็ดที่ใส่ลงดิน หรือปุ๋ยน้ำสำหรับฉีดพ่นทางใบ (Foliar spray) ซึ่งมักให้ผลรวดเร็วในการแก้ไขอาการ
- การใช้คีเลต (Chelate) ของธาตุอาหารรอง คีเลตเป็นสารที่ช่วยจับธาตุอาหารให้คงอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในดินที่มีปัญหาเรื่อง pH
- การเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน อินทรียวัตถุช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนธาตุอาหาร และเป็นแหล่งของธาตุอาหารรองบางชนิด
- การจัดการน้ำและการระบายน้ำ ดินที่มีการระบายน้ำไม่ดีอาจทำให้เกิดปัญหาการขาดธาตุเหล็กหรือทองแดงได้
 
สาเหตุของการขาดธาตุอาหาร:
- ดินขาดธาตุอาหาร: ดินอาจมีธาตุอาหารน้อย หรือถูกชะล้างไป
- ค่า pH ของดินไม่เหมาะสม: ค่า pH ที่ไม่เหมาะสมทำให้พืชไม่สามารถดูดซึมธาตุอาหารบางชนิดได้ดี แม้ว่าธาตุอาหารนั้นจะมีอยู่ในดินเพียงพอก็ตาม
- อินทรียวัตถุในดินต่ำ: อินทรียวัตถุช่วยในการอุ้มน้ำและธาตุอาหารในดิน
- ความสมดุลของธาตุอาหาร: การมีธาตุอาหารบางชนิดมากเกินไปอาจไปยับยั้งการดูดซึมธาตุอาหารชนิดอื่น
- ปัญหาเรื่องระบบราก: รากพืชเสียหายหรือไม่แข็งแรง ทำให้ดูดซึมธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่
- สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม: เช่น การให้น้ำมากเกินไปทำให้รากขาดออกซิเจน หรือดินแน่นทึบ

วิธีการแก้ไขและป้องกัน:
1.  วิเคราะห์ดินและเนื้อเยื่อพืช: เพื่อทราบปริมาณธาตุอาหารในดินและในพืชอย่างแม่นยำ จะช่วยให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
2.  ปรับค่า pH ของดิน: ให้เหมาะสมกับชนิดของพืชที่ปลูก (โดยทั่วไปประมาณ 5.5-7.0) การปรับ pH สามารถทำได้โดยการใส่ปูนขาว (เพื่อเพิ่ม pH) หรือปุ๋ยอินทรีย์บางชนิด (เพื่อลด pH)
3.  ใส่ปุ๋ย:
    - ปุ๋ยอินทรีย์: เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ปรับปรุงโครงสร้างดิน และเป็นแหล่งธาตุอาหารที่หลากหลาย
    - ปุ๋ยทางใบ (Foliar spray): เหมาะสำหรับการแก้ไขอาการขาดธาตุอาหารอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธาตุอาหารรอง
4.  ปรับปรุงโครงสร้างดิน: เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี รากพืชจึงเจริญเติบโตได้ดีและดูดซึมธาตุอาหารได้เต็มที่
5.  การจัดการน้ำ: รดน้ำให้เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อไม่ให้รากเน่าหรือขาดน้ำ
6.  เลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสม: เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพดินและภูมิอากาศในพื้นที่

ข้อควรจำ:
+ ธาตุอาหารที่เคลื่อนที่ได้ (Mobile nutrients): ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K), แมกนีเซียม (Mg) อาการขาดมักจะปรากฏที่ ใบแก่หรือใบล่าง ก่อน เพราะพืชสามารถเคลื่อนย้ายธาตุเหล่านี้จากส่วนเก่าไปใช้ในส่วนที่กำลังเติบโตใหม่ได้
+ ธาตุอาหารที่ไม่เคลื่อนที่ (Immobile nutrients): แคลเซียม (Ca), โบรอน (B), เหล็ก (Fe) อาการขาดมักจะปรากฏที่ ใบอ่อนหรือยอดอ่อน ก่อน เพราะพืชไม่สามารถเคลื่อนย้ายธาตุเหล่านี้จากส่วนเก่ามาใช้ใหม่ได้
+ อาการขาดธาตุอาหารอาจคล้ายคลึงกับอาการของโรคพืชหรือการเข้าทำลายของแมลง จึงควรมีการตรวจสอบอย่างละเอียดและอาจมีการวิเคราะห์ดินและเนื้อเยื่อพืชเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ

การสังเกตอาการของพืชอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญในการวินิจฉัยและแก้ไขปัญหาการขาดธาตุอาหารได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตตามที่ต้องการ

โรคขาดธาตุอาหารของพืช

เอกสารประกอบ

โรคขาดธาตุอาหารของพืช - Plant-Nutrient_deficiency.pdf

โรคขาดธาตุอาหารของพืช สาระดี-ปฐพีวิทยา - sadrdee-din_Plant-nutrient-deficiency.pdf

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283