โรคเหี่ยวเขียว (Bacterial Wilt Disease)
เหี่ยวในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนจัด แต่จะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติในช่วงกลางคืน
โรคเหี่ยวเขียว (Bacterial Wilt Disease) หรือที่บางครั้งเรียกว่า "โรคเหี่ยว" เป็นโรคพืชที่ร้ายแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดิน (soil-borne bacterium) และสามารถก่อให้เกิดความเสียหายกับพืชได้มากกว่า 200 ชนิด โดยเฉพาะพืชตระกูลมะเขือ (เช่น มะเขือเทศ พริก มันฝรั่ง) พืชตระกูลขิง กล้วย และพืชตระกูลแตง

ลักษณะอาการของโรคเหี่ยวเขียว:
อาการของโรคเหี่ยวเขียวมักจะสังเกตได้ดังนี้:
- ระยะแรก: พืชจะแสดงอาการเหี่ยวในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนจัด แต่จะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติในช่วงกลางคืน คล้ายกับอาการขาดน้ำ
- ระยะรุนแรง: อาการเหี่ยวจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเหี่ยวอย่างถาวรทั้งต้น แม้ว่าใบจะยังคงมีสีเขียวอยู่ก็ตาม
อาการอื่น ๆ:
- ใบล่างอาจจะเริ่มเหี่ยวและลู่ลง หรือบางครั้งอาจไม่มีอาการใบเหลืองเกิดขึ้นเลย
- เมื่อตัดลำต้นของพืชที่เป็นโรคตามขวาง แล้วนำไปจุ่มน้ำ จะมีของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมไหลออกมาจากรอยตัด (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้)
- ต้นพืชอาจจะเหี่ยวและตายภายในไม่กี่วันหลังจากเริ่มแสดงอาการ
 - อาการเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว: จุดเด่นของโรคนี้คือ พืชจะแสดงอาการเหี่ยวเฉาอย่างกะทันหันในขณะที่ใบยังคงมีสีเขียวสดอยู่ ไม่เหลืองเหมือนอาการเหี่ยวจากสาเหตุอื่น (เช่น การขาดน้ำ หรือโรคเชื้อรา)
 - เหี่ยวในเวลากลางวัน ฟื้นในเวลากลางคืน (ในระยะแรก): ในระยะแรกของโรค พืชอาจจะแสดงอาการเหี่ยวในช่วงกลางวันที่แดดจัด แต่จะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติในช่วงกลางคืนหรือตอนเช้าตรู่
 - เหี่ยวถาวรและตายในที่สุด: เมื่อโรคพัฒนาไปมากขึ้น อาการเหี่ยวจะกลายเป็นถาวรและพืชจะไม่ฟื้นตัวอีกต่อไป ใบจะเริ่มเหลืองและแห้งในที่สุด และพืชจะตายภายในเวลาไม่กี่วัน
 - เมื่อตัดลำต้นพบของเหลวสีขาวขุ่น: เป็นการทดสอบเบื้องต้นที่สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการตัดลำต้นพืชที่เป็นโรคตามขวาง แล้วนำส่วนที่ตัดนั้นจุ่มลงในน้ำสะอาดในภาชนะใส หากเป็นโรคเหี่ยวเขียว จะมีของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมไหลซึมออกมาเป็นสายๆ จากท่อน้ำท่ออาหารภายในลำต้น (เรียกว่า Bacterial Streaming) ซึ่งเป็นกลุ่มของเชื้อแบคทีเรียที่อุดตันท่อน้ำท่ออาหารของพืช ทำให้พืชไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้

การเข้าทำลายของเชื้อ:
- เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum อาศัยอยู่ในดินได้นานหลายปี และสามารถแพร่กระจายไปกับน้ำ (น้ำฝน น้ำชลประทาน) ดินที่ปนเปื้อน หรือติดไปกับเครื่องมือทางการเกษตร
- เชื้อจะเข้าสู่พืชทางราก โดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผล เช่น รอยแผลที่เกิดจากการทำลายของแมลง ไส้เดือนฝอย (โดยเฉพาะไส้เดือนฝอยรากปม) หรือรอยแผลที่เกิดจากการปลูกย้าย
- เมื่อเชื้อเข้าสู่รากแล้ว จะเคลื่อนที่ไปตามท่อน้ำท่ออาหาร (Xylem) และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอุดตันของท่อลำเลียงน้ำและอาหาร ส่งผลให้พืชเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด

การแพร่ระบาด
เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum สามารถอาศัยอยู่ในดินได้นานหลายปี และแพร่กระจายได้หลายวิธี:
- ทางดิน: เชื้อสามารถอยู่ในดินได้นาน และเข้าทำลายพืชผ่านทางรากที่มีบาดแผล
- ทางน้ำ: น้ำฝนหรือระบบให้น้ำสามารถช่วยแพร่กระจายเชื้อไปทั่วแปลงได้
- ส่วนขยายพันธุ์พืช: เชื้อสามารถติดไปกับส่วนขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น ท่อนพันธุ์ หัว แง่ง หรือหน่อ
- เครื่องมือการเกษตร: เครื่องมือที่ไม่สะอาดสามารถเป็นพาหะนำเชื้อจากต้นที่เป็นโรคไปสู่ต้นปกติได้
- แมลงและไส้เดือนฝอย: แมลงและไส้เดือนฝอยที่เข้าทำลายรากพืชสามารถสร้างบาดแผลให้เชื้อเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น

ปัจจัยที่ส่งเสริมการเกิดโรค:
 - ดินที่มีเชื้อสะสมอยู่: การปลูกพืชซ้ำๆ ในพื้นที่ที่มีเชื้ออยู่จะทำให้โรคระบาดได้ง่าย
 - ความชื้นสูง: ดินที่มีความชื้นสูง ดินแฉะ มีน้ำขัง หรือมีฝนตกชุก เอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อ
 - อุณหภูมิที่เหมาะสม: เชื้อแบคทีเรียนี้ชอบสภาพอากาศร้อนชื้น โดยเฉพาะในเขตร้อนและกึ่งร้อน
 - บาดแผลที่ราก: การพรวนดินใกล้โคนต้น การย้ายกล้า หรือการเข้าทำลายของไส้เดือนฝอย ทำให้เกิดบาดแผลที่ราก ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่พืชได้ง่ายขึ้น

การป้องกันและกำจัดโรคเหี่ยวเขียว:
เนื่องจากเชื้อสามารถคงอยู่ในดินได้นาน และการรักษาพืชที่แสดงอาการแล้วทำได้ยาก การป้องกันจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
1.  การป้องกัน (Preventive Measures):
     - เลือกใช้พันธุ์พืชที่ต้านทานโรค: หากเป็นไปได้ ควรเลือกใช้พันธุ์พืชที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีความต้านทานต่อโรคเหี่ยวเขียว
     - การจัดการดินและแปลงปลูก:
         - ปลูกพืชหมุนเวียน: หลีกเลี่ยงการปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อ (เช่น พืชตระกูลมะเขือ) ซ้ำๆ ในแปลงเดิม ควรปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่เป็นพืชอาศัยสลับกันไปอย่างน้อย 2-3 ปี
         - ปรับปรุงโครงสร้างดิน: ให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศที่ดี ไม่ให้มีน้ำขัง
         - การใช้ปุ๋ยอินทรีย์: การใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก จะช่วยปรับปรุงสภาพดินและส่งเสริมให้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในดินเพิ่มขึ้น
         - ปรับค่า pH ของดิน: ให้เหมาะสมกับพืชนั้นๆ และบางรายงานระบุว่าการปรับค่า pH ดินให้เป็นกรดอ่อนๆ หรือด่างเล็กน้อยอาจช่วยลดการระบาดได้
         - ควบคุมไส้เดือนฝอย: เนื่องจากไส้เดือนฝอยสามารถทำแผลที่รากและเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าทำลายพืชได้ง่าย
     - การดูแลจัดการน้ำ: หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบปล่อยตามร่องแปลงในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาดของโรค และระมัดระวังไม่ให้น้ำขังในแปลง
     - ทำความสะอาดเครื่องมือ: ฆ่าเชื้อเครื่องมือทางการเกษตร (เช่น จอบ เสียม พลั่ว) ก่อนนำไปใช้ในแปลงอื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
     - การเพาะกล้า: ควรเพาะกล้าในวัสดุปลูกที่สะอาด ปลอดเชื้อ หรือในถาดหลุมที่ปราศจากเชื้อ

2.  การกำจัด (Control Measures) เมื่อพบการระบาด:
     - ถอนทำลายต้นที่เป็นโรค: เมื่อพบพืชที่แสดงอาการเหี่ยวเขียว ควรขุดถอนต้นนั้นไปทำลายนอกแปลงทันที เช่น เผาหรือฝังลึก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังต้นอื่นๆ
     - การฆ่าเชื้อในดิน: บริเวณหลุมปลูกที่ถอนต้นที่เป็นโรคออก อาจโรยปูนขาว หรือสารเคมีบางชนิด หรือหมักดินด้วยโซลาร์เซชัน (Solarization) โดยการคลุมดินด้วยพลาสติกใสเพื่อเพิ่มอุณหภูมิดินและฆ่าเชื้อ
     - ชีวภัณฑ์:
         - แบคทีเรียปฏิปักษ์: เช่น Bacillus subtilis (บาซิลลัส ซับทีลิส) บางสายพันธุ์ สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของ Ralstonia solanacearum ได้ โดยใช้ราดลงดินบริเวณโคนต้น หรือคลุกเมล็ดพันธุ์
         - เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.): แม้จะเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ต่อเชื้อราอื่น แต่ก็มีรายงานว่าสามารถช่วยปรับปรุงสภาพดินและลดความรุนแรงของโรคได้
         - Bacteriophage (แบคทีรีโอฟาจ): เป็นไวรัสที่ทำลายแบคทีเรีย กำลังมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อนำมาใช้ควบคุมเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคนี้โดยเฉพาะ
     - สารเคมี: การใช้สารเคมีเพื่อควบคุมโรคเหี่ยวเขียวมักไม่ค่อยได้ผลดีนัก เนื่องจากเชื้ออยู่ในท่อน้ำท่ออาหารของพืช อย่างไรก็ตาม มีบางชนิดที่อาจช่วยลดการแพร่กระจายได้บ้าง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและใช้ด้วยความระมัดระวัง

การจัดการโรคเหี่ยวเขียวจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management - IPM) เพื่อลดความเสี่ยงและควบคุมการระบาดของโรคอย่างยั่งยืน

โรคเหี่ยวเขียว

โรคเหี่ยวเขียว

โรคเหี่ยวเขียว

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283