น้ำหมักนม
จุลินทรีย์และกรดอินทรีย์ในน้ำหมักนมอาจช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
น้ำหมักนม หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนมมาหมักด้วยจุลินทรีย์ โดยเฉพาะแบคทีเรียกรดแลคติก กระบวนการนี้จะเปลี่ยนน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติก ทำให้เกิดรสเปรี้ยวและลักษณะที่ข้นขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษาของนม และอาจเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการบางอย่าง

น้ำหมักนมในการเกษตร:
- ปรับปรุงดิน: จุลินทรีย์ในน้ำหมักนมอาจช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในดินและเพิ่มความพร้อมของธาตุอาหาร
- ควบคุมศัตรูพืช: มีรายงานว่าน้ำหมักนมบางสูตรอาจช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชได้
- ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช: เชื่อว่าจุลินทรีย์และกรดอินทรีย์ในน้ำหมักนมอาจช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช
- อาหารเสริมสำหรับปศุสัตว์: มีการศึกษาการใช้น้ำหมักนมเป็นอาหารเสริมโปรไบโอติกสำหรับสัตว์เลี้ยง

น้ำหมักนมในการเกษตรเป็นที่นิยมใช้ในแนวทางการทำเกษตรแบบธรรมชาติ โดยเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อดิน พืช และสัตว์เลี้ยง วิธีทำและปริมาณธาตุอาหารอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสูตรและวัตถุดิบที่ใช้ แต่โดยทั่วไปมีหลักการดังนี้ครับ

วิธีทำน้ำหมักนม  สำหรับการเกษตร:
สูตรที่นิยมและค่อนข้างง่ายคือการทำจากน้ำซาวข้าวและนมสด:
วัตถุดิบ:
- น้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 หรือ 3 (ประมาณ 1 ลิตร)
- นมสด (นมวัว, นมแพะ, หรือนมถั่วเหลืองที่ไม่ปรุงแต่ง) (ประมาณ 100 มิลลิลิตร หรือ 1/10 ของน้ำซาวข้าว)
- น้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล (สำหรับบำรุงจุลินทรีย์ในระยะยาว - ไม่จำเป็นในขั้นตอนแรก)
อุปกรณ์:
- ขวดพลาสติกมีฝาปิด (ควรเป็นแบบที่ระบายแก๊สได้เล็กน้อย หรือเปิดฝาระบายแก๊สเป็นระยะ)
- ผ้าขาวบาง หรือกระดาษทิชชู่ (สำหรับปิดปากขวดในช่วงแรก)

ขั้นตอนการทำ:
1.  เตรียมน้ำซาวข้าว: รินน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 หรือ 3 ใส่ขวดพลาสติก ปริมาณประมาณ 3/4 ของขวด เหลือพื้นที่สำหรับแก๊สที่เกิดจากการหมัก
2.  หมักน้ำซาวข้าว: ปิดปากขวดด้วยผ้าขาวบาง หรือกระดาษทิชชู่ ทิ้งไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิห้อง ประมาณ 5-7 วัน สังเกตว่าจะมีฝ้าขาวๆ คล้ายยีสต์ลอยบนผิว และมีกลิ่นเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย แสดงว่ามีจุลินทรีย์กรดแลคติกเกิดขึ้น
3.  เติมนม: เมื่อได้น้ำหมักซาวข้าวที่มีลักษณะดังกล่าวแล้ว ค่อยๆ เทนมสดลงไปในขวด (อัตราส่วนโดยประมาณคือ น้ำหมักซาวข้าว 10 ส่วน ต่อนม 1 ส่วน)
4.  ตั้งทิ้งไว้: ปิดฝาขวดให้สนิท (แต่คลายเล็กน้อยเพื่อระบายแก๊ส) ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่มอีกประมาณ 7-14 วัน สังเกตว่านมจะค่อยๆ จับตัวเป็นชั้นไขและมีน้ำใสสีเหลือง (เวย์) แยกออกมา
5.  เก็บเซรั่ม : ส่วนที่เป็นน้ำใสสีเหลือง (เวย์) คือ น้ำหมักนม  ที่พร้อมใช้งาน ค่อยๆ รินเฉพาะส่วนน้ำใสเก็บไว้ในขวดที่สะอาด ปิดฝาให้สนิท สามารถเก็บไว้ในที่ร่มได้นานหลายเดือน
6.  หากต้องการเก็บรักษาน้ำหมักนม ไว้ได้นานขึ้น สามารถเติมน้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล เล็กน้อย (ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำหมัก 1 ลิตร) เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์

ปริมาณธาตุอาหารในน้ำหมักนม :
การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในน้ำหมักนม  ที่ทำเองนั้นอาจทำได้ยากและมีปริมาณที่ผันแปรสูง ขึ้นอยู่กับ:
* ชนิดของนมที่ใช้: นมแต่ละชนิดมีปริมาณโปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุแตกต่างกัน
* กระบวนการหมัก: ระยะเวลาและประสิทธิภาพของการหมักจะมีผลต่อปริมาณสารต่างๆ
* วัตถุดิบอื่นๆ ที่อาจเติม: เช่น น้ำซาวข้าวมีคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก

โดยทั่วไปแล้ว น้ำหมักนม  ที่ได้จะมีธาตุอาหารในปริมาณที่ไม่สูงมากนัก แต่มีประโยชน์หลักดังนี้:
+ จุลินทรีย์ที่มีชีวิต (Probiotics): มีแบคทีเรียกรดแลคติก (LAB) เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดินและพืช ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในดิน ส่งเสริมการดูดซึมธาตุอาหาร และอาจช่วยยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด
+ กรดแลคติก: ช่วยปรับสภาพดินให้มีความเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด และช่วยในการละลายธาตุอาหารในดินให้พืชนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น
+ สารอินทรีย์: มีสารอินทรีย์ต่างๆ ที่ได้จากการย่อยสลายของนม ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างดินและเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในดิน
+ ฮอร์โมนพืชและสารกระตุ้นการเจริญเติบโต: ในกระบวนการหมัก อาจมีการสร้างฮอร์โมนพืชและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตตามธรรมชาติในปริมาณเล็กน้อย

การนำน้ำหมักนม  ไปใช้ในการเกษตร:
- บำรุงดิน: เจือจางน้ำหมักนมกับน้ำในอัตราส่วน 1:10 ถึง 1:20 ราดลงดินบริเวณรอบโคนต้น หรือผสมกับการให้น้ำ
- ฉีดพ่นทางใบ: เจือจางน้ำหมักนมกับน้ำในอัตราส่วน 1:20 ถึง 1:50 ฉีดพ่นให้ทั่วใบและลำต้น ในช่วงเช้าหรือเย็น
- ปรับปรุงคุณภาพปุ๋ยหมัก: เติมน้ำหมักนมเล็กน้อยลงในกองปุ๋ยหมักเพื่อช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายและเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์
- สำหรับสัตว์เลี้ยง: เจือจางน้ำหมักนมในน้ำดื่มของสัตว์ หรือผสมในอาหารสัตว์ เพื่อช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร (ควรศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับสัตว์แต่ละชนิด)

ข้อควรระวัง:
! น้ำหมักนม  ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักในปริมาณสูง จึงไม่สามารถทดแทนปุ๋ยหลักได้ทั้งหมด ควรใช้ร่วมกับการบำรุงดินและพืชด้วยวิธีอื่นๆ
! อัตราส่วนการใช้อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช สภาพดิน และวัตถุประสงค์ในการใช้ ควรเริ่มจากอัตราส่วนที่เจือจางก่อน และสังเกตการตอบสนองของพืช
! การทำน้ำหมักนมเองอาจมีความผันแปรในเรื่องคุณภาพและปริมาณจุลินทรีย์ ควรสังเกตลักษณะและกลิ่นของน้ำหมัก หากมีกลิ่นเหม็นเน่า แสดงว่ากระบวนการหมักผิดพลาด ไม่ควรนำไปใช้

น้ำหมักนม

น้ำนมหมัก

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283