น้ำหมักชีวภาพ (Bio-fermented liquid fertilizer)
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ได้จากการหมักวัสดุอินทรีย์ต่างๆ
น้ำหมักชีวภาพ (Bio-fermented liquid fertilizer) เป็นชื่อเรียกรวมของปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ได้จากการหมักวัสดุอินทรีย์ต่างๆ กับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง โดยอาศัยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติทำการย่อยสลายสารอินทรีย์เหล่านั้น ปลดปล่อยธาตุอาหาร ฮอร์โมน และสารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและดินออกมาในรูปของเหลว
ประเภทของน้ำหมักชีวภาพ
1. น้ำหมักจากพืช (เช่น ผัก ผลไม้ หญ้า สมุนไพร) เหมาะสำหรับเร่งการเติบโตของพืช
2. น้ำหมักจากสัตว์ (เช่น ปลา หอยเชอรี่) ให้โปรตีนและแร่ธาตุสูง ช่วยบำรุงดิน
3. น้ำหมักจากจุลินทรีย์ (เช่น IMO, EM, จาวปลวก,หน่อกล้วย) ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน
ความหมายโดยรวม:
น้ำหมักชีวภาพจึงครอบคลุมน้ำหมักที่ได้จากวัสดุหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น:
+ น้ำหมักผลไม้: จากผลไม้สุก เปลือกผลไม้
+ น้ำหมักพืช: จากผักสด วัชพืช ใบไม้ ยอดอ่อน
+ น้ำหมักสมุนไพร จากพืชสมุนไพร ตะไคร้, ขิง, ใบสะเดา
+ น้ำหมักปลีกล้วย: จากปลีกล้วย
+ น้ำหมักหยวกกล้วย: จากไส้ต้นกล้วย
+ น้ำหมักปลา จากปลาเล็กปลาน้อย เศษปลา
+ น้ำหมักหอยเชอรี่ จากหอยเชอรี่สับ
+ น้ำหมักมูลสัตว์: จากมูลวัว มูลไก่ มูลสุกร (ต้องหมักอย่างถูกวิธีเพื่อลดเชื้อโรค)
+ น้ำหมักจากเศษอาหาร: จากเศษผักผลไม้ในครัวเรือน
หลักการทำงาน:
- กระบวนการหมักจะเกิดขึ้นโดยอาศัยจุลินทรีย์หลากหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่มีอยู่ในวัสดุอินทรีย์และในอากาศ จุลินทรีย์เหล่านี้จะใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานและทำการย่อยสลายโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบอื่นๆ ในวัสดุอินทรีย์ ทำให้เกิดสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น:
+ ธาตุอาหารหลัก: ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K)
+ ธาตุอาหารรองและเสริม: แคลเซียม (Ca), แมกนีเซียม (Mg), กำมะถัน (S), เหล็ก (Fe), แมงกานีส (Mn), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu), โบรอน (B), โมลิบดินัม (Mo)
+ ฮอร์โมนพืช: ออกซิน (Auxin), จิบเบอเรลลิน (Gibberellin), ไซโตไคนิน (Cytokinin) (ปริมาณและชนิดขึ้นอยู่กับวัสดุ)
+ เอนไซม์: ช่วยในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน
+ กรดอะมิโน: เป็นสารตั้งต้นของโปรตีนและมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของพืช
กลุ่มจุลินทรีย์หลักที่พบในน้ำหมักชีวภาพ:
- แบคทีเรีย (Bacteria): เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความหลากหลายสูง และมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน แบคทีเรียบางชนิดยังสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้
- ยีสต์ (Yeast): เป็นจุลินทรีย์กลุ่มราเดี่ยว มีบทบาทในการหมักน้ำตาลและสร้างสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น เอทานอล กรดอินทรีย์ และวิตามิน
- รา (Fungi): มีทั้งราที่มีประโยชน์ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ซับซ้อน เช่น เซลลูโลส และลิกนิน รวมถึงราที่อาจเป็นโทษได้หากสภาวะไม่เหมาะสม
- แอคติโนมัยซีส (Actinomycetes): เป็นจุลินทรีย์ที่มีลักษณะคล้ายทั้งแบคทีเรียและรา มีบทบาทในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ย่อยยาก และสร้างสารปฏิชีวนะที่อาจช่วยยับยั้งเชื้อก่อโรคพืชบางชนิด
ดังนั้นจึงไม่มีจุลินทรีย์ที่เหมาะสมตายตัวสำหรับน้ำหมักชีวภาพแต่ละแบบ เนื่องจากกระบวนการหมักแบบธรรมชาติจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์หลากหลายชนิดที่ปรับตัวเข้ากับวัตถุดิบนั้นๆ อย่างไรก็ตาม การเข้าใจถึงบทบาทของจุลินทรีย์กลุ่มหลัก และการใช้หัวเชื้อที่เหมาะสม สามารถช่วยให้ได้น้ำหมักชีวภาพที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยหลักที่มีผลต่อปริมาณธาตุอาหารพืชในน้ำหมักชีวภาพ:
ชนิดของวัตถุดิบ:
พืชผักและผลไม้: โดยทั่วไปจะมีปริมาณธาตุอาหารหลัก ต่ำ กว่าวัตถุดิบจากสัตว์ แต่ก็ยังมีธาตุอาหารรองและจุลธาตุอื่นๆ รวมถึงสารอินทรีย์ที่เป็นประโยชน์
เศษอาหาร (เนื้อสัตว์, ปลา): มักจะมีปริมาณ ไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P) สูงกว่าน้ำหมักจากพืช
มูลสัตว์: ปริมาณธาตุอาหารจะแตกต่างกันไปตามชนิดของสัตว์ อาหารที่สัตว์กิน และวิธีการจัดการมูลสัตว์
มูลค้างคาว: โดดเด่นในเรื่องปริมาณ ฟอสฟอรัส (P) ที่สูงมาก
มูลไก่, มูลเป็ด: มีปริมาณ ไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P) สูง
มูลวัว, มูลกระบือ: มีปริมาณ ไนโตรเจน (N) และโพแทสเซียม (K) ค่อนข้างสูง
มูลสุกร: มีปริมาณ ไนโตรเจน (N) และโพแทสเซียม (K) ในระดับที่น่าสนใจ
น้ำนม: มีปริมาณ ไนโตรเจน (N) ค่อนข้างสูง แต่ ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ต่ำ
หอยเชอรี่: มีปริมาณ ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ในระดับปานกลาง
อัตราส่วนของวัตถุดิบต่อกากน้ำตาล (หรือแหล่งคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ): อัตราส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีและปลดปล่อยธาตุอาหารออกมา
ระยะเวลาในการหมัก: การหมักที่นานขึ้นอาจทำให้ธาตุอาหารบางชนิดอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น
การเติมส่วนผสมอื่นๆ: การเติมจุลินทรีย์ EM หรือสารเร่งอื่นๆ อาจมีผลต่อปริมาณธาตุอาหารที่ได้
ตัวอย่างปริมาณธาตุอาหาร NPK โดยประมาณในน้ำหมักชีวภาพจากวัตถุดิบต่างๆ (เป็นค่าโดยเฉลี่ยและอาจแตกต่างกันไป):
ชนิดน้ำหมักชีวภาพ ไนโตรเจน (N) (%) ฟอสฟอรัส (P) (%) โพแทสเซียม (K) (%)
จากปลา 0.98 - 1.23 0.31 - 1.12 1.03 - 1.34
จากผัก 0.14 - 0.32 0.04 - 0.30 0.40 - 0.53
จากผลไม้รวม 0.27 0.01 - 0.05 0.63
จากหอยเชอรี่ 0.49 - 0.75 0.24 - 0.31 0.59 - 0.89
จากน้ำนม 0.38 - 0.84 0.01 - 0.19 0.00 - 0.60
จากมูลสัตว์ (ทั่วไป) 0.01 - 1.7 0.003 - 3.24 0.008 - 1.22
จากมูลค้างคาว (เจือจาง) 0.1 - 0.6 0.7 - 3.0+ 0.1 - 0.4
ประโยชน์โดยรวมของน้ำหมักชีวภาพ:
บำรุงพืช: ให้ธาตุอาหาร ฮอร์โมน และสารกระตุ้นการเจริญเติบโต
ปรับปรุงดิน: เพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดีขึ้น
ลดต้นทุน: ทำได้ง่ายจากวัสดุเหลือใช้
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
เสริมสร้างความแข็งแรงให้พืช: ช่วยให้พืชต้านทานโรคและแมลงได้ดีขึ้นในบางกรณี
ข้อควรจำ:
สูตรและอัตราส่วน: แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่นำมาหมักและวัตถุประสงค์การใช้งาน
ระยะเวลาการหมัก: โดยทั่วไปอยู่ที่ 15-30 วัน
การใช้งาน: ต้องเจือจางก่อนนำไปใช้ และอัตราส่วนการเจือจางจะแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชและวัตถุประสงค์
ความสม่ำเสมอของผลลัพธ์: อาจไม่แน่นอนเท่าปุ๋ยเคมี เนื่องจากวัตถุดิบและกระบวนการหมักมีความแปรปรวน
คุณสมบัติของน้ำหมักชีวภาพ
1. ความเป็นกรด-ด่าง (pH)
– น้ำหมักชีวภาพมักจะมีความเป็นกรดน้อยกว่า 4
– เกิดขึ้นจากกิจกรรมของจุลินทรีย์พวกผลิตกรดอะซิติกหรือกรดแลคติก
2. ค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity: EC)
– แสดงถึงปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารและสารประกอบอนินทรีย์ต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำหมักชีวภาพ ค่าการนำไฟฟ้าจะสูงขึ้นตามระยะเวลาที่หมัก
3. กรดฮิวมิก (Humic Acid)
– น้ำหมักชีวภาพทุกชนิดมีกรดฮิวมิกอยู่ในองค์ประกอบมีปริมาณแตกต่างกันในแต่ละชนิดของน้ำหมักชีวภาพ
– กรดฮิวมิกจะมีคุณสมบัติคล้ายกับฮอร์โมนพืช บริเวณที่มีอินทรียวัตถุสูงหรือมีสารฮิวมิกมากจะมีปริมาณฮอร์โมนออกซินอยู่มาก (ช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของรากและลำต้นพืช)
4. กรดอินทรีย์
การที่น้ำหมักมีค่าเป็นกรดจัดแสดงว่ามีกรดอินทรีย์ชนิดต่างๆ เกิดขึ้นในระหว่างกระบานการหมัก กรดอินทรีย์ดังกล่าว ได้แก่ กรดอะซิติก กรดแลคติก โดยกรดอินทรีย์เหล่านี้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้
– เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในกระบวนการหมัก
– ช่วยควบคุมการเจริญของจุลินทรีย์กลุ่มที่ทำให้เกิดการเน่าเสียและจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคบางชนิด
– ยับยั้งการเกิดกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เปลี่ยนรูปไนโตรเจนเป็นแอมโมเนียซึ่งสูญเสียไปได้ง่ายจากการระเหย
– ช่วยละลายสารประกอบอนินทรีย์ของแร่ธาตุบางชนิดให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ได้ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2549)
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณธาตุอาหารที่พบในน้ำหมักสูตรต่าง ๆ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2549)
ชนิดน้ำหมักชีวภาพ | ธาตุอาหาร (เปอร์เซ็นต์) | |||||
| ไนโตรเจน | ฟอสฟอรัส | โพแทสเซียม | แคลเซียม | แมกนีเซียม | กำมะถัน | |
| น้ำหมักชีวภาพจากปลา | 0.98 | 1.12 | 1.03 | 1.66 | 0.24 | 0.20 |
| น้ำหมักชีวภาพจากผัก | 0.14 | 0.30 | 0.40 | 0.68 | 0.26 | 0.27 |
| น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้รวม | 0.27 | 0.05 | 0.63 | 0.58 | 0.01 | 0.17 |
| น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ | 0.49 | 0.31 | 0.59 | 0.21 | 0.09 | 0.19 |
| น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนม | 0.84 | 0.01 | 0.00 | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
ตารางที่ 2 แสดงปริมาณฮอร์โมนและกรดฮิวมิกในน้ำหมักชีวภาพสูตรต่าง ๆ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2549)
ชนิดน้ำหมักชีวภาพ | ฮอร์โมน (มิลลิกรัมต่อลิตร) | กรดฮิวมิก (เปอร์เซ็น) | ||
| ออกซิน | จิบเบอเรลลิน | ไซโตไคนิน | ||
| น้ำหมักชีวภาพจากปลา | 4.01 | 33.07 | 3.05 | 3.36 |
| น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ | 6.85 | 37.14 | 13.62 | 3.07 |
| น้ำหมักชีวภาพจากผักประเภทกินผล | 4.43 | 16.57 | 22.64 | 0.95 |
| น้ำหมักชีวภาพจากผักประเภทกินใบ | 0.27 | 28.93 | 11.28 | 0.83 |
| น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบและผลไม้ | 48.04 | 360.6 | 25.6 | 0.87 |
| น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ | 1.63 | 17.18 | 15.12 | 1.39 |
| น้ำหมักชีวภาพจากพืชสมุนไพร | 1.34 | 17.4 | 23.81 | 1.01 |
ดังนั้น น้ำหมักชีวภาพ จึงเป็นคำกว้างๆ ที่หมายถึงปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ได้จากการหมักวัสดุอินทรีย์ต่างๆ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติและประโยชน์ที่แตกต่างกันไป การเลือกใช้น้ำหมักชีวภาพชนิดใดจึงควรพิจารณาจากชนิดของพืช ระยะการเจริญเติบโต และวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
PGS นครศรีธรรมราช
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช
ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร : 0816577283
