จุลินทรีย์ท้องถิ่น
กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่น
จุลินทรีย์ท้องถิ่น หรือ Indigenous Microorganisms (IMOs)  หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีความหลากหลายของทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว และอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน บนพืช หรือในสภาพแวดล้อมนั้นๆ โดยมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรธรรมชาติ

ชนิดของจุลินทรีย์ท้องถิ่น
จุลินทรีย์ท้องถิ่นมีความหลากหลายอย่างมาก ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและแหล่งที่อยู่อาศัยนั้นๆ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้:
1. แบคทีเรีย (Bacteria):   เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีจำนวนมากที่สุดในดิน มีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ การตรึงไนโตรเจน การละลายฟอสเฟต และการผลิตฮอร์โมนพืช ตัวอย่างเช่น แบคทีเรียในสกุล  Bacillus ,  Pseudomonas ,  Azotobacter 
2. เชื้อรา (Fungi):   มีทั้งราที่ช่วยในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ซับซ้อน เช่น เซลลูโลสและลิกนิน และราที่เป็นประโยชน์ในการควบคุมโรคพืช (ราปฏิปักษ์) เช่น  Trichoderma  และราไมคอร์ไรซาที่ช่วยในการดูดซึมธาตุอาหารของพืช
3. แอคติโนมัยซีทีส (Actinomycetes):   เป็นจุลินทรีย์ที่มีลักษณะคล้ายทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา มีบทบาทในการย่อยสลายสารอินทรีย์ และผลิตสารปฏิชีวนะที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค
4. โปรโตซัว (Protozoa):   เป็นจุลินทรีย์เซลล์เดียวขนาดใหญ่กว่าแบคทีเรีย มีบทบาทในการควบคุมประชากรแบคทีเรียและช่วยในการหมุนเวียนธาตุอาหาร
5. สาหร่าย (Algae):   โดยเฉพาะสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Cyanobacteria) สามารถสังเคราะห์แสงและตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้

ในบริบทของการทำ IMOs เพื่อใช้ในการเกษตร จุลินทรีย์ที่มักพบและมีบทบาทสำคัญ ได้แก่:  
- ราขาว (เชื้อราชั้นสูง):   มักพบใน IMO สูตรที่เก็บจากป่าหรือใต้กองใบไม้ผุ มีความสามารถในการย่อยสลายอินทรียวัตถุได้ดี
- แบคทีเรีย:   หลากหลายชนิดที่มีบทบาทในการย่อยสลาย สร้างฮอร์โมน และละลายธาตุอาหาร
-  ยีสต์:   มีบทบาทในการหมักและสร้างสารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

แหล่งที่มาของจุลินทรีย์ท้องถิ่น  
จุลินทรีย์ท้องถิ่นสามารถเก็บได้จากหลากหลายแหล่งในธรรมชาติ เช่น:
+  ดิน:   โดยเฉพาะดินที่ไม่ผ่านการใช้สารเคมี ดินจากป่า หรือดินที่มีอินทรียวัตถุสูง
+ ใต้กองใบไม้ผุ:   เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยจุลินทรีย์ย่อยสลาย
+  โคนต้นไม้ใหญ่:   โดยเฉพาะบริเวณที่มีราใบไม้สีขาว
+  จาวปลวก:   เป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลาย
+  มูลสัตว์:   มูลสัตว์ที่ผ่านการย่อยสลายแล้วจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์
+   แหล่งน้ำธรรมชาติ:   เช่น น้ำจากแหล่งที่สะอาด

ประโยชน์ของ Indigenous Microorganisms (IMOs) ในการเกษตร:
1.  ปรับปรุงดิน:
      ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถดูดซึมได้ง่าย
      เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินร่วนซุย มีโครงสร้างที่ดีขึ้น การระบายน้ำและอากาศดีขึ้น
      ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นปุ๋ยในดิน (ในจุลินทรีย์บางกลุ่ม)
      ช่วยละลายฟอสเฟตที่อยู่ในดิน ให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้
      ปรับสมดุล pH ของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช
2.  ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช:
      ผลิตฮอร์โมนพืช เช่น ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโตไคนิน ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของราก ลำต้น และใบ
      เพิ่มความสามารถในการดูดซึมธาตุอาหารของพืช
      ช่วยให้พืชแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
3.  ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช:
      จุลินทรีย์บางชนิดสามารถสร้างสารปฏิชีวนะ หรือเอนไซม์ที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคพืช
      ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของพืชให้มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
      แข่งขันกับจุลินทรีย์ก่อโรคในการเข้ายึดครองพื้นที่และอาหาร
4. ลดต้นทุนการผลิต:
      สามารถผลิต IMOs ได้เองจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ทำให้ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
5. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม:
      ลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อดิน น้ำ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
      ส่งเสริมระบบนิเวศทางการเกษตรที่สมดุล

วิธีการทำจุลินทรีย์ท้องถิ่น (IMOs) อย่างง่าย:
วิธีที่นิยมทำกันโดยทั่วไปคือการล่อจุลินทรีย์จากธรรมชาติโดยใช้วัสดุดังนี้:
1.  ข้าวสวยหุงสุก: ประมาณ 1-2 กำมือ
2.  ภาชนะ: เช่น ตะกร้าไม้ หรือกล่องพลาสติกที่มีรูระบายอากาศ
3.  ผ้าขาวบาง หรือกระดาษ: สำหรับปิดภาชนะ
4.  แหล่งเก็บจุลินทรีย์: ใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่าที่สมบูรณ์ กองใบไม้ผุ หรือบริเวณที่มีความชื้นสูง
ขั้นตอนการทำ:
1.  นำข้าวสวยใส่ในภาชนะ เกลี่ยให้มีความหนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร
2.  ปิดภาชนะด้วยผ้าขาวบาง หรือกระดาษ โดยให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันแมลง
3.  นำภาชนะไปวางไว้ในแหล่งที่ต้องการเก็บจุลินทรีย์ ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน
4.  สังเกต จะมีราสีขาวหรือสีต่างๆ ขึ้นบนข้าวสวย (ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว) นี่คือกลุ่มจุลินทรีย์ที่เราต้องการ (IMO1)
5.  นำ IMO1 ที่ได้มาผสมกับน้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล ในอัตราส่วน 1:1 โดยน้ำหนัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน (IMO2)
6.  นำ IMO2 ไปหมักในภาชนะที่มีฝาปิด (แต่ไม่ต้องสนิท) ในที่ร่ม เป็นเวลา 7-10 วัน จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ (IMO3) ที่สามารถนำไปขยายต่อหรือใช้งานได้

การนำ IMOs ไปใช้ในการเกษตร:
-  ปรับปรุงดิน: ผสม IMO3 กับน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสม (เช่น 1:500 หรือ 1:1000) แล้วนำไปรดดิน
-  บำรุงพืช: ฉีดพ่นทางใบด้วย IMO3 ที่เจือจางแล้ว
-  ทำปุ๋ยหมัก: เติม IMO3 ลงในกองปุ๋ยหมักเพื่อช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก
-  กำจัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์: ใช้ IMO3 ราดในคอกสัตว์เพื่อช่วยลดกลิ่นเหม็น

ข้อควรระวัง:
!  ความหลากหลายและประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ท้องถิ่นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแหล่งที่เก็บ
!  ควรสังเกตลักษณะของราที่ขึ้น หากมีราสีดำหรือมีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่ควรนำมาใช้
!  การใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นควรใช้ร่วมกับการจัดการดินและพืชที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ความหลากหลายของชนิดจุลินทรีย์ท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจุลินทรีย์แต่ละชนิดมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน การมีจุลินทรีย์ที่หลากหลายจะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศในดินให้มีความสมดุลและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืช

โดยรวมแล้วจุลินทรีย์ท้องถิ่นเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการทำเกษตรแบบยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับปรุงดิน บำรุงพืช และลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายได้ด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติและประหยัด

จุลินทรีย์ท้องถิ่น ราขาว

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283