ขี้หมู มูลสุกร
ช่วยปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหาร และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชอย่างยั่งยืน
ปุ๋ยขี้หมู เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่เกิดจากการกินอาหารได้ผ่านกระบวนการย่อยสลายไปบางส่วนแล้วในทางเดินอาหาร จึงเหลือเป็นกากอาหารที่หมูได้ขับถ่ายออกมา ซึ่งกากอาหารที่ออกมานั้นอุดมไปด้วยธาตุอาหารชนิดต่าง ๆ รวมทั้งสารอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้หลายชนิด ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าก็จะมีองค์ประกอบที่สามารถใช้เป็นธาตุอาหารที่สมบูรณ์ของพืช มีธาตุอาหารชนิดใดมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่สัตว์ชนิดนั้น ๆ กินเข้าไปเป็นปัจจัยสำคัญ โดยส่วนใหญ่ปุ๋ยขี้หมู 
ปริมาณของธาตุอาหารพืช
ธาตุไนโตรเจน (N) ปริมาณ 2.69% 
ธาตุฟอสฟอรัส (P) ปริมาณ 3.42% 
โพแทสเซียม (K) ปริมาณ 1.12% 
Ca: 0.20%, Mg: 0.15%, S: 0.12%           
Fe: 0.002%, Mn: 0.001%, Zn: 0.0005%, Cu: 0.0003%, B: 0.0002%, Mo: 0.0001%  

ประโยชน์ของการใช้ขี้หมูเป็นปุ๋ยอินทรีย์:
- ธาตุอาหารสูง: ขี้หมูมีธาตุอาหารหลัก (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม) และธาตุอาหารรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน) ที่จำเป็นสำหรับพืชในปริมาณที่สูง
- ปรับปรุงโครงสร้างดิน: อินทรียวัตถุในขี้หมูช่วยให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดีขึ้น ทำให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดี
- เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน: จุลินทรีย์ในขี้หมูช่วยในการย่อยสลายอินทรียวัตถุและปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้ขี้หมูเป็นปุ๋ยช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ขั้นตอนและวิธีการใช้ขี้หมูเป็นปุ๋ยอินทรีย์:
1. การจัดการขี้หมู:
- การเก็บรวบรวม: รวบรวมขี้หมูจากคอกอย่างสม่ำเสมอ
- การบำบัด: ก่อนนำไปใช้ ควรมีการบำบัดขี้หมูเพื่อลดปริมาณเชื้อโรค กลิ่น และความเข้มข้นของธาตุอาหารที่อาจเป็นอันตรายต่อพืช โดยวิธีการบำบัดที่นิยม ได้แก่
- การหมัก: นำขี้หมูมาผสมกับวัสดุอื่น ๆ เช่น ฟาง แกลบ เศษพืช แล้วกองทิ้งไว้ให้เกิดการย่อยสลายแบบใช้อากาศหรือไม่ใช้อากาศ ระยะเวลาในการหมักขึ้นอยู่กับปริมาณและความชื้น โดยทั่วไปประมาณ 1-3 เดือน สังเกตได้จากอุณหภูมิที่ลดลง กลิ่นที่ลดลง และวัสดุเริ่มเปื่อยยุ่ย
- การทำปุ๋ยหมัก: เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าการหมักเล็กน้อย โดยมีการควบคุมอัตราส่วนของวัสดุ คาร์บอนต่อไนโตรเจน ความชื้น และการกลับกอง เพื่อให้การย่อยสลายมีประสิทธิภาพ
- การทำน้ำหมักชีวภาพจากขี้หมู: นำขี้หมูมาหมักกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง และหัวเชื้อจุลินทรีย์ (EM) ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะได้น้ำหมักที่มีธาตุอาหารและฮอร์โมนพืช
- การตากแห้ง: การนำขี้หมูไปตากแดดให้แห้งสนิทจะช่วยลดความชื้นและเชื้อโรคได้บ้าง แต่ธาตุอาหารบางชนิดอาจสูญเสียไป

2. การนำไปใช้กับพืช:
- ปริมาณการใช้: ปริมาณการใช้ขี้หมูขึ้นอยู่กับชนิดของพืช อายุพืช ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และระดับการบำบัดขี้หมู โดยทั่วไปควรใช้ในปริมาณที่น้อยก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มหากจำเป็น การใช้มากเกินไปอาจทำให้พืชได้รับธาตุอาหารมากเกินไป (โดยเฉพาะไนโตรเจน) และเกิดความเสียหายได้
- วิธีการใส่:
ใส่รองก้นหลุม: สำหรับพืชที่ปลูกใหม่ ให้ใส่ขี้หมูหมัก/ปุ๋ยหมักในก้นหลุมก่อนหยอดเมล็ดหรือปักชำต้นกล้า
ใส่ข้างแถว: สำหรับพืชที่โตแล้ว ให้ขุดร่องข้างแถวแล้วใส่ขี้หมูหมัก/ปุ๋ยหมัก กลบดิน และรดน้ำ
หว่าน: สำหรับพืชไร่ อาจหว่านขี้หมูหมัก/ปุ๋ยหมักให้ทั่วแปลงก่อนไถพรวนดิน
ใช้เป็นน้ำหมักชีวภาพ: เจือจางน้ำหมักชีวภาพจากขี้หมูกับน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสม แล้วนำไปรดหรือฉีดพ่นทางใบ
ช่วงเวลาการใส่: ควรใส่ปุ๋ยในช่วงที่พืชต้องการธาตุอาหาร เช่น ช่วงเตรียมดิน ช่วงเจริญเติบโต และช่วงออกดอกติดผล

ข้อควรระวังในการใช้ขี้หมูเป็นปุ๋ยอินทรีย์:
- ความสดใหม่: ไม่ควรใช้ขี้หมูสดๆ กับพืชโดยตรง เพราะอาจมีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงเกินไป มีเชื้อโรค และมีกลิ่นรุนแรง
- ปริมาณการใช้: การใช้มากเกินไปอาจทำให้ดินเค็ม พืชได้รับธาตุอาหารไม่สมดุล และส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโต
- การปนเปื้อน: ขี้หมูอาจมีการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีอื่นๆ ที่ใช้ในการเลี้ยงสุกร ดังนั้นควรมีการจัดการและบำบัดอย่างเหมาะสม
- กลิ่น: ขี้หมูสดและระหว่างการหมักอาจมีกลิ่นรบกวน ควรเลือกสถานที่หมักที่เหมาะสมและมีมาตรการลดกลิ่น
- วัชพืช: ขี้หมูที่ไม่ผ่านการหมักอย่างดีอาจมีเมล็ดวัชพืชปะปนมาด้วย

มูลสุกร

ขี้หมู

PGS นครศรีธรรมราช
ศูนย์เรียนรู้

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช

รายละเอียด >>

  • ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • โทร : 0816577283