ปุ๋ยคอก
ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ซึ่งผ่านกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพแล้ว
ปุ๋ยคอก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ต่างๆ เช่น วัว ควาย หมู ไก่ เป็ด เป็นต้น ซึ่งผ่านกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพแล้ว ทำให้ได้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารพืชหลากหลายชนิด อาทิ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และธาตุอาหารรองอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
ปุ๋ยคอก เป็นอาหารที่สัตว์กินเข้าไปแล้วไม่สามารถย่อยหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้หมด จึงเหลือเป็นกากที่ขับถ่ายออกมา โดยเศษอาหารเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการย่อยสลายไปบางส่วนแล้วในทางเดินอาหาร ดังนั้นในส่วนที่เป็นมูลสัตว์จึงยังอุดมไปด้วยธาตุอาหารชนิดต่างๆ
รวมทั้งสารอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้หลายชนิด ซึ่งเมื่อรวมกันเข้าก็จะมีองค์ประกอบที่สามารถใช้เป็นธาตุอาหารที่สมบูรณ์ของพืชได้ ส่วนมูลสัตว์แต่ละชนิดจะมีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและจุลธาตุต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาหารที่สัตว์ชนิดนั้นๆกินเข้าไป
บวกกับปัจจัยอื่นๆด้วย ได้แก่ ระบบการย่อยอาหารของสัตว์ วิธีการให้อาหาร วิธีการเลี้ยง อายุของสัตว์ การเก็บรักษา รวมถึงแหล่งที่อยู่ด้วย
ทั้งนี้ "ปุ๋ยคอก" ที่สดใหม่จะมีปริมาณธาตุอาหาร สูงกว่าปุ๋ยคอกที่เก็บไว้นาน เนื่องจากปุ๋ยชนิดนี้สูญเสียธาตุอาหารออกไปในรูปแบบของก๊าซได้ง่าย
ประโยชน์ของปุ๋ยคอก มีดังนี้
> บำรุงพืชให้เจริญเติบโตได้ดี ในปุ๋ยคอกมีธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญของพืชพันธุ์ทุกชนิดจึงช่วยบำรุงพืชให้เจริญเติบโตได้ดี
> ปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากเป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชแล้วธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ในปุ๋ยคอกยังช่วยปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์สามารถย่อยสลาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของดิน ช่วยให้ดินมีความร่วนซุย ระบายน้ำและระบายอากาศได้ดีอีกด้วย
> ให้ธาตุอาหารยาวนานกว่าปุ๋ยชนิดอื่น เนื่องจากปุ๋ยคอกจะค่อยๆย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ค่อยๆย่อยสลายตามไปด้วย จึงให้ธาตุอาหารแก่พืชได้ยาวนานกว่าปุ๋ยชนิดอื่นๆ
> ใช้บำรุงสระหรือบ่อเลี้ยงปลาเพื่อการเกษตร เกษตรกรส่วนใหญ่ มักใช้ปุ๋ยคอกในการบำรุงสระ บ่อเลี้ยงปลา เนื่องจากมีวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามิน B1 B7 และ B12 ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดสาหร่ายและแพลงก์ตอน ทำให้ปลามีอาหารการกินอุดสมบูรณ์ ปกติแล้วมักใช้ขี้หมูเป็นหลัก
ปุ๋ยคอกจึงสำคัญต่อพืช
แหล่งอาหารที่ยั่งยืน: ปุ๋ยคอกเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืน เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายและสามารถผลิตได้เอง
ปรับปรุงสภาพดิน: ปุ๋ยคอกช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ และสามารถกักเก็บน้ำและอากาศได้ดีขึ้น
เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน: ปุ๋ยคอกมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้ได้
ลดการใช้ปุ๋ยเคมี: การใช้ปุ๋ยคอกช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิตและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
พืชแข็งแรง: พืชที่ได้รับปุ๋ยคอกจะมีระบบรากที่แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลงได้ดี และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
วิธีการใช้ปุ๋ยคอก
มีหลายวิธีในการใช้ปุ๋ยคอก แต่ละวิธีก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช สภาพดิน และความสะดวกของผู้ใช้
การไถกลบ: เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมาก โดยนำปุ๋ยคอกไปไถกลบลงไปในดินก่อนการปลูกพืช วิธีนี้จะช่วยให้ปุ๋ยคอกย่อยสลายและปล่อยธาตุอาหารออกมาอย่างช้าๆ ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์
การหว่าน: เหมาะสำหรับพืชไร่ โดยหว่านปุ๋ยคอกให้ทั่วพื้นที่ก่อนการปลูกหรือหลังการปลูก วิธีนี้จะช่วยให้ปุ๋ยคอกกระจายตัวทั่วถึง
การคลุมดิน: ใช้สำหรับพืชสวนและพืชไม้ดอก โดยนำปุ๋ยคอกมาคลุมรอบโคนต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน ป้องกันการชะล้างของดิน และช่วยให้ดินร่วนซุย
การผสมกับดินปลูก: เหมาะสำหรับการปลูกพืชในกระถางหรือแปลงปลูกขนาดเล็ก โดยผสมปุ๋ยคอกกับดินปลูกในอัตราส่วนที่เหมาะสม
การทำปุ๋ยหมัก: นำปุ๋ยคอกมาหมักกับวัสดุอินทรีย์อื่นๆ เช่น เศษใบไม้ เปลือกผลไม้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยคอก
ข้อควรระวังในการใช้ปุ๋ยคอก
ปริมาณที่เหมาะสม: ควรใช้ปุ๋ยคอกในปริมาณที่เหมาะสม หากใช้มากเกินไปอาจทำให้ดินเค็มได้
การหมัก: ปุ๋ยคอกสดควรหมักให้สุกก่อนนำไปใช้ เพื่อลดความร้อนและป้องกันการระบาดของโรคพืช
ความสะอาด: ควรเลือกใช้ปุ๋ยคอกที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค และสารเคมีปนเปื้อน
ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรใส่ปุ๋ยคอกในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ก่อนการปลูก หรือหลังการเก็บเกี่ยว
ชนิดของพืช: พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน ควรเลือกใช้ปุ๋ยคอกที่เหมาะสมกับชนิดของพืช
แบ่งตามชนิดของสัตว์
มูลวัว: มีปริมาณไนโตรเจนสูง เหมาะสำหรับพืชที่ต้องการไนโตรเจนเพื่อการเจริญเติบโตของใบ
มูลควาย: มีทั้งไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของทั้งต้นและใบ และส่งเสริมการเกิดราก
มูลสุกร: มีฟอสฟอรัสสูงมาก เหมาะสำหรับเร่งการเกิดรากและการออกดอกในไม้ผล
มูลไก่: มีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ช่วยบำรุงทุกส่วนของพืช โดยเฉพาะการเกิดราก
มูลสัตว์อื่นๆ: เช่น ม้า แพะ แกะ ซึ่งจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปตามชนิดของอาหารที่สัตว์กิน
แบ่งตามวิธีการหมัก
ปุ๋ยคอกสด: เป็นปุ๋ยคอกที่ยังไม่ผ่านการหมัก มีปริมาณธาตุอาหารสูง แต่ยังมีเชื้อโรคและเมล็ดวัชพืชปะปนอยู่
ปุ๋ยคอกหมัก: เป็นปุ๋ยคอกที่ผ่านการหมักแล้ว ทำให้เชื้อโรคและเมล็ดวัชพืชลดลง ธาตุอาหารปลดปล่อยออกมาอย่างช้าๆ เหมาะสำหรับใช้บำรุงดินระยะยาว
ปุ๋ยมูลไส้เดือน: เป็นปุ๋ยที่ได้จากการนำมูลสัตว์มาให้ไส้เดือนกิน ไส้เดือนจะย่อยสลายมูลสัตว์และผสมกับดิน ทำให้ได้ปุ๋ยที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน
ตารางเปรียบเทียบธาตุอาหารพืชที่เป็นธาตุอาหารหลัก, ธาตุอาหารรอง, และธาตุอาหารเสริม ของมูลสัตว์ที่ใช้ในการเกษตรสำหรับมูลสุกร, มูลไก่ไข่, มูลโคเนื้อ, มูลโคนม, มูลแพะ, มูลแกะ, มูลเป็ด, และมูลค้างคาว:
มูลสุกร N: 2.69%, P: 3.24%, K: 1.12% Ca: 0.20%, Mg: 0.15%, S: 0.12% Fe: 0.002%, Mn: 0.001%, Zn: 0.0005%, Cu: 0.0003%, B: 0.0002%, Mo: 0.0001%
มูลไก่ไข่ N: 2.59%, P: 1.96%, K: 2.29% Ca: 2.35%, Mg: 0.29%, S: 0.18% Fe: 0.003%, Mn: 0.002%, Zn: 0.001%, Cu: 0.0006%, B: 0.0004%, Mo: 0.0002%
มูลโคเนื้อ N: 1.36%, P: 0.51%, K: 1.71% Ca: 0.19%, Mg: 0.12%, S: 0.09% Fe: 0.0015%, Mn: 0.001%, Zn: 0.0004%, Cu: 0.0002%, B: 0.0001%, Mo: 0.00005%
มูลโคนม N: 1.27%, P: 0.48%, K: 1.42% Ca: 0.17%, Mg: 0.13%, S: 0.10% Fe: 0.0018%, Mn: 0.0011%, Zn: 0.0005%, Cu: 0.0003%, B: 0.00015%, Mo: 0.00008%
มูลแพะ N: 1.03%, P: 0.66%, K: 0.64% Ca: 0.25%, Mg: 0.14%, S: 0.08% Fe: 0.0022%, Mn: 0.0013%, Zn: 0.0007%, Cu: 0.0004%, B: 0.0003%, Mo: 0.0001%
มูลแกะ N: 0.94%, P: 0.54%, K: 1.07% Ca: 0.23%, Mg: 0.11%, S: 0.07% Fe: 0.0019%, Mn: 0.0011%, Zn: 0.0006%, Cu: 0.0003%, B: 0.00025%, Mo: 0.0001%
มูลเป็ด N: 1.2%, P: 2.2%, K: 0.8% Ca: 2.10%, Mg: 0.24%, S: 0.16% Fe: 0.0025%, Mn: 0.0014%, Zn: 0.0008%, Cu: 0.0005%, B: 0.00035%, Mo: 0.00015%
มูลค้างคาว N: 6%, P: 10%, K: 1.2% Ca: 0.30%, Mg: 0.18%, S: 0.15% Fe: 0.004%, Mn: 0.003%, Zn: 0.0015%, Cu: 0.0009%, B: 0.0005%, Mo: 0.0002%
มูลค้างคาวกินแมลง N: 8-12%, P: 10-16%, K: 0.5-1.0% Ca: 0.40-0.60%, Mg: 0.20-0.30%, S: 0.15-0.25% Fe: 0.005%, Mn: 0.002%, Zn: 0.001%, Cu: 0.0008%, B: 0.0004%, Mo: 0.0003%
มูลค้างคาวกินผลไม้ N: 3-4%, P: 1-2%, K: 2-3% Ca: 1.00-1.50%, Mg: 0.30-0.50%, S: 0.20-0.30% Fe: 0.002%, Mn: 0.001%, Zn: 0.0005%, Cu: 0.0003%, B: 0.0002%, Mo: 0.0001%
ธาตุอาหารหลัก (N, P, K) มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของพืช ธาตุอาหารรอง (Ca, Mg, S) ช่วยเสริมการทำงานของธาตุหลัก และธาตุอาหารเสริม (Fe, Mn, Zn, Cu, B, Mo) แม้ต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็มีความจำเป็นต่อการพัฒนาของพืช
ปุ๋ยคอก
ตารางธาตุอาหารของมูลสัตว์
PH และตารางธาตุอาหารหลักของมูลสัตว์
เอกสารประกอบ
ตารางธาตุอาหารของมูลสัตว์ - table_compost.pdf
ตารางธาตุอาหารของมูลสัตว์ในประเทศไทย - table_compost_thailand.pdf
PGS นครศรีธรรมราช
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช
ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร : 0816577283
