เชื้อราเมตาไรเซียม
ควบคุมแมลงศัตรูพืช
เชื้อราเมตาไรเซียม แอนนิโซพลิอี (Metarhizium anisopliae) เป็นเชื้อราอาศัยในดิน ที่ก่อโรคในแมลง (entomopathogenic fungus) สามารถทำให้แมลงหลายชนิดเป็นโรคตาย โดยเฉพาะแมลงในดิน เช่น แมลงในกลุ่มด้วง ด้วงแรด ด้วงกินรากพืช เป็นต้น
กลไกการเข้าทำลายแมลงของเชื้อรา ราเมตาไรเซียม แอนนิโซพลิอี
1. เกาะติดผิว → 2. งอกและแทงเข้าไป → 3. เจริญในตัวแมลง → 4. ผลิตสารพิษ → 5. ฆ่าแมลงและสร้างสปอร์ต่อ
เชื้อราเมตาไรเซียม แอนนิโซพลิอีเป็นเชื้อราที่ก่อโรคในแมลง (entomopathogenic fungus) โดยมีกระบวนการเข้าทำลายแมลงอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้ราเมตาไรเซียม
1. การเกาะติดบนผิวแมลง (Attachment)
- สปอร์ของเชื้อราปลิวไปกับลมหรือน้ำ และเกาะติดบนผิวหนัง (cuticle) ของแมลง
- สปอร์จะยึดติดด้วยโครงสร้างพิเศษ เช่น mucilage (สารเหนียว) หรือ appressoria (โครงสร้างคล้ายอวัยวะยึดเกาะ)
2. การงอกและแทงผ่านผิวแมลง (Germination & Penetration)
- เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม (ความชื้นสูง, อุณหภูมิ 25-30°C) สปอร์จะงอกเส้นใย (germ tube)
- เชื้อราจะสร้างเอนไซม์ เช่น โปรตีเอส (protease), ไคติเนส (chitinase), และไลเปส (lipase) เพื่อย่อยสลายคิวติเคิล (ผิวแข็งของแมลง)
- เส้นใยเชื้อราจะใช้แรงดันทางกล (turgor pressure) แทงผ่านผิวแมลงเข้าสู่ร่างกาย
3. การเจริญเติบโตในตัวแมลง (Colonization)
- เมื่อเชื้อราเข้าไปในร่างกายแมลงแล้ว จะเปลี่ยนรูปแบบเป็น hyphal bodies (เส้นใยขนาดเล็กที่ลอยในเลือดแมลง)
- เชื้อราจะดูดสารอาหารจากเลือดแมลง (hemolymph) และผลิตสารพิษ เช่น Destruxins ซึ่งราเมตาไรเซียม
- กดระบบภูมิคุ้มกันของแมลง
- ทำลายเนื้อเยื่อและระบบประสาท
- ทำให้แมลงอ่อนแอและตายในที่สุด
4. การฆ่าแมลงและผลิตสปอร์ (Sporulation)
- แมลงมักตายภายใน 3-7 วัน หลังติดเชื้อ (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์เชื้อราและชนิดแมลง)
- เมื่อแมลงตาย เชื้อราจะเจริญเต็มที่และแทงเส้นใยออกมาภายนอกซากแมลง
- สร้างสปอร์สีเขียว (conidia) บนผิวซากแมลง เพื่อแพร่กระจายไปยังแมลงตัวอื่น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ
1. ความชื้นราเมตาไรเซียม เชื้อราใช้ความชื้นสูงในการงอกสปอร์ (เหมาะสำหรับช่วงฤดูฝนหรือในดินชื้น)
2. อุณหภูมิราเมตาไรเซียม ทำงานได้ดีที่ 25-30°C
3. สภาพผิวแมลงราเมตาไรเซียม แมลงวัยอ่อนหรือมีผิวบางจะติดเชื้อง่ายกว่า
4. แสง UVราเมตาไรเซียม แสงแดดจัดอาจทำลายสปอร์ได้ จึงควรใช้ในช่วงเย็นหรือในที่ร่ม
กลุ่มแมลงที่เชื้อราเมตาไรเซียมควบคุมได้
1. แมลงในดินและตัวอ่อน ได้แก่ ด้วงหมัดผัก (Phyllotreta spp.) หนอนด้วงกว่าง (Holotrichia spp.) หนอนรากฝอย (ตัวอ่อนของแมลงปีกแข็ง เช่น Anomala spp.) ปลวก (Coptotermes spp., Odontotermes spp.)
2. แมลงดูดกินน้ำเลี้ยง ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Nilaparvata lugens) เพลี้ยจักจั่น (Empoasca spp.) เพลี้ยอ่อน (Aphis spp.) แมลงหวี่ขาว (Bemisia tabaci)
3. แมลงกัดกินใบและลำต้น ได้แก่ หนอนผีเสื้อกลางคืน (Spodoptera spp., Helicoverpa spp.) ตั๊กแตน (Locusta migratoria, Oxya spp.) หนอนเจาะลำต้น (Chilo spp.)
4. แมลงศัตรูพืชสวนและผลไม้ ได้แก่ แมลงวันผลไม้ (Bactrocera dorsalis) หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน (Mudaria luteileprosa) แมลงค่อมทอง (Adoretus spp.)
การขยายเชื้อราเมตาไรเซียม แอนนิโซพลิอีแบบละเอียด เหมาะสำหรับเกษตรกร ผู้ผลิตชีวภัณฑ์ หรือผู้สนใจเพาะเชื้อใช้เอง
1. วิธีการขยายเชื้อในอาหารแข็ง (แบบเพาะเลี้ยงในห้อง lab)
วัสดุอุปกรณ์
- เชื้อบริสุทธิ์ M. anisopliae (สายพันธุ์ที่ต้องการ)
- อาหาร PDA (Potato Dextrose Agar) หรือ SDA (Sabouraud Dextrose Agar)
- จานเพาะเชื้อ (Petri dish)
- ตู้บ่มเชื้อ (อุณหภูมิ 25-28°C)
- ห้องปลอดเชื้อ (Laminar flow) (ถ้ามี)
ขั้นตอน
1. เตรียมอาหาร PDA
- ต้มน้ำสกัดมันฝรั่ง + เดกซ์โทรส + วุ้น agar
- เทใส่จานเพาะเชื้อ ทิ้งให้เย็นและแข็งตัว
2. หยอดเชื้อ
- ใช้เข็มเขี่ยเชื้อจากหัวเชื้อบริสุทธิ์ไปวางกลางจาน PDA
3. บ่มเชื้อ
- ปิดจานด้วยพาราฟิล์ม นำเข้าตู้บ่ม 25-28°C
- 3-5 วัน จะเห็นเส้นใยสีขาว และเปลี่ยนเป็นสปอร์สีเขียวใน 7-10 วัน
2. การขยายเชื้อในเมล็ดธัญพืช (แบบกึ่งอุตสาหกรรม)
วัสดุอุปกรณ์
- เมล็ดข้าวสาร/ข้าวโพด/ข้าวฟ่าง (ไม่สุก)
- หม้อนึ่งความดัน (Autoclave) หรือลังถึง
- ถุงพลาสติกทนร้อน/ขวดแก้ว
- หัวเชื้อ M. anisopliae (จากอาหาร PDA)
ขั้นตอน
1. เตรียมเมล็ดข้าว
- แช่ข้าวสารในน้ำ 1 คืน (ให้พอชื้นแต่ไม่แฉะ)
- นึ่งฆ่าเชื้อด้วยลังถึง/ออโต้คลีฟ (100°C นาน 1 ชม.)
2. ใส่เชื้อ
- เมื่อข้าวเย็นลง ใส่หัวเชื้อจาก PDA ประมาณ 1-2 จุดต่อถุง
3. บ่มเชื้อ
- ปิดถุงให้อากาศผ่านได้ (ใช้สำลีหรือกระดาษปิด)
- บ่มในที่มืด อุณหภูมิ 25-28°C
- 10-14 วัน จะเห็นสปอร์สีเขียวเต็มเมล็ดข้าว
3. การผลิตเชื้อแบบน้ำ (Liquid Fermentation)
เหมาะสำหรับผู้ต้องการผลิตปริมาณมาก
วัสดุอุปกรณ์
- อาหารเหลว (เช่น น้ำตาลกลูโคส + yeast extract)
- เครื่องเขย่าขวด (Shaker incubator)
- หัวเชื้อจาก PDA
ขั้นตอน
1. เตรียมอาหารเหลวในขวดสต็อปเปอร์
2. นึ่งฆ่าเชื้อที่ 121°C นาน 15 นาที
3. ใส่เชื้อราลงไป เขย่าตลอดเวลา (120-150 rpm) ที่ 25-28°C
4. 3-4 วัน จะได้เส้นใยและสปอร์ในน้ำ สามารถนำไปผสมสารจับใบใช้พ่นได้
4. การผลิตเชื้อแบบผง (Dry Spore Formulation)
ขั้นตอน
1. นำเมล็ดข้าวที่มีสปอร์สีเขียวมาผึ่งลมในที่ร่ม
2. บดหรือกรองให้ได้ผงสปอร์
3. ผสมกับตัวพา (เช่น ดินเบา หรือแป้งข้าวโพด) ในอัตรา 1ราเมตาไรเซียม10
4. บรรจุซองเก็บในที่แห้งเย็น
เชื้อราเมตาไรเซียม แอนนิโซพลิอีเป็นสารชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชที่ต้องใช้อย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้ผลสูงสุด ต่อไปนี้เป็นแนวทางการใช้งานแบบละเอียดราเมตาไรเซียม
1. การเตรียมเชื้อก่อนใช้
1.1 เชื้อรูปแบบผงแห้งราเมตาไรเซียม
- ผสมผงสปอร์กับน้ำสะอาดในอัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
- เติมสารจับใบ (เช่น น้ำยาล้างจาน 1-2 ช้อนโต๊ะ) เพื่อช่วยให้สปอร์เกาะใบพืชได้ดี
- คนให้เข้ากันทิ้งไว้ 15-30 นาที ก่อนใช้งาน
1.2 เชื้อรูปแบบน้ำราเมตาไรเซียม
- เขย่าขวดให้สปอร์กระจายตัวก่อนใช้
- ผสมตามอัตราที่ระบุบนฉลาก (ปกติ 50-100 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร)
2. วิธีการพ่น
>> ช่วงเวลาพ่นราเมตาไรเซียม
- พ่นในช่วงเย็น (หลังบ่าย 3 โมง) ในช่วงที่มีความชื้นสูง หรือควรให้น้ำในแปลงเพื่อเพิ่มความชื้นก่อนฉีดพ่น ไม่ควรฉีดพ่นช่วงเช้าเนื่องจากราเมตาไรเซียมเมื่อถูกแสงแดดและรังสียูวีจะถูกทำลาย หลีกเลี่ยงแสง UV ที่ทำลายสปอร์
- เลือกวันที่อากาศมีความชื้นสูง หรือหลังฝนตก
>> เทคนิคการพ่นราเมตาไรเซียม
- ใช้เครื่องพ่นแบบละอองฝอย (nozzle ขนาดเล็ก)
- พ่นให้ทั่วทั้งใบ ใต้ใบ และบริเวณโคนต้นที่แมลงอาศัย พ่นให้ถูกตัวแมลงเนื่องจากแมลงส่วนใหญ่หลบอยู่ใต้ใบ จึงควรฉีดพ่นเน้นบริเวณใต้ใบและทั่วทรงพุ่ม หลังฉีดพ่นควรหมั่นตรวจนับแมลงหลังจากใช้แล้ว 2-3 วัน เพื่อตรวจสอบผลการควบคุมแมลงศัตรูพืช
- สำรวจแมลงและพ่นซ้ำทุก 3-7 วัน (ขึ้นกับการระบาด) ในกรณีพบการระบาดสามารถใช้ร่วมกับสารเคมีกำจัดแมลงแบบเจือจางเพื่อลดประชากรแมลงศัตรูพืชได้
- ในกรณีควบคุมแมลงดิน ให้ราดลงดินโดยตรง
3. อัตราการใช้และความถี่
ชนิดแมลงเป้าหมาย อัตราการใช้ ความถี่การพ่น
เพลี้ยกระโดด, เพลี้ยอ่อน อัตราการใช้ 50 กรัม/20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน
หนอนผีเสื้อ, ด้วง อัตราการใช้ 80-100 กรัม/20 ลิตร พ่น ทุก 10-14 วัน
ปลวก, แมลงดิน อัตราการใช้ 100 กรัม/20 ลิตร ราดดิน 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน
4. การใช้ร่วมกับสารอื่นๆ
- ใช้ร่วมกับราเมตาไรเซียม
- สารสะเดา หรือ Bacillus thuringiensis (Bt) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- ฮิวมิกแอซิด ช่วยให้เชื้อราเจริญดีขึ้น
- ห้ามใช้ร่วมกับราเมตาไรเซียม
- สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาเมต และออร์กาโนฟอสเฟต
- สารฆ่าเชื้อรา (fungicides) ทุกชนิด
5. ข้อควรระวัง
5.1 การเก็บรักษาราเมตาไรเซียม
- เก็บในที่เย็น (อุณหภูมิ <30°C)
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
- ใช้ให้หมดภายใน 6 เดือนหลังเปิดใช้
5.2 ความปลอดภัยราเมตาไรเซียม
- สวมหน้ากากขณะผสมและพ่น
- ล้างมือหลังใช้งาน
- ไม่ควรสูดดมสปอร์โดยตรง
5.3 การประเมินผลราเมตาไรเซียม
- ตรวจสอบแมลงเป้าหมายหลังพ่น 3-5 วัน
- แมลงที่ติดเชื้อจะมีลักษณะซึม ไม่เคลื่อนไหว และมีเส้นใยสีขาวปกคลุม
6. ตัวอย่างการใช้งานจริง
- ในนาข้าวราเมตาไรเซียม พ่นควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน
- สวนผักราเมตาไรเซียม ใช้ป้องกันหนอนใยผัก โดยพ่นทุก 7 วัน
- สวนผลไม้ราเมตาไรเซียม ควบคุมแมลงวันผลไม้ โดยพ่นที่ผลและโคนต้น
7. การแก้ปัญหาเมื่อใช้ไม่ได้ผล
- สาเหตุราเมตาไรเซียม ความชื้นไม่เพียงพอ, แสงแดดจัด, เชื้อเก่าเก็บ
- แก้ไขราเมตาไรเซียม
- เพิ่มความถี่การพ่น
- ใช้ร่วมกับสารจับใบคุณภาพดี
- เปลี่ยนชุดเชื้อใหม่หากเก็บนานเกินไป
หมายเหตุราเมตาไรเซียม ประสิทธิภาพการทำงานจะดีที่สุดเมื่ออุณหภูมิ 25-30°C และความชื้นสัมพัทธ์ >80% ควรใช้อย่างต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง เพื่อตัดวงจรชีวิตแมลงศัตรูพืช
เชื้อราเมตาไรเซียม
เอกสารประกอบ
เชื้อราเมตาไรเซียม สวทช. - METARHZIUM.pdf
เชื้อราเมตาไรเซียม กรมส่งเสริมการเกษตร - METARHZIUM_DOAE.pdf
PGS นครศรีธรรมราช
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช
ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร : 0816577283
