การเคลื่อนที่ของธาตุอาหาร
จากในดินมายังรากและเข้าสู่ต้นและส่วนต่างๆของพืช
พืชดูดซับธาตุอาหารจากดินผ่านระบบราก โดยอาศัยกลไกทางกายภาพและชีวเคมี
การดูดน้ำและแร่ธาตุของรากพืช
รากพืชมีโครงสร้างพิเศษที่ช่วยดูดซับน้ำและแร่ธาตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
1. รากขนอ่อน (Root hairs): เพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซับน้ำและแร่ธาตุ
2. เอนโดเดอร์มิส (Endodermis): ชั้นเซลล์ที่มี แคสพาเรียนสตริป (Casparian strip) คอยควบคุมการลำเลียงสาร
3. ท่อลำเลียง (Xylem): ทำหน้าที่ขนส่งน้ำและแร่ธาตุขึ้นสู่ลำต้น
ธาตุอาหารที่เราใส่ให้กับพืชต้องมีโอกาสได้สัมผัสกับผิวรากพืชเพื่อให้รากดูดซึมได้ ซึ่งมี 3 วิธี ที่ธาตุอาหารในดินสามารถเคลื่อนที่ไปถึงผิวรากได้
1. การแพร่ (Diffusion) การเคลื่อนที่ของธาตุอาหารในสารละลายดินตามระดับความเข้มข้น โดยเมื่อพืชดูดใช้ธาตุอาหาร ทําให้บริเวณโดยรอบมีความเข้มข้นของธาตุอาหารต่ํากว่า จึงทําให้ธาตุอาหารจากที่ที่มีความเข้มข้นสูงกว่านอกโซนราก เคลื่อนที่เข้าสู่โซนรากตามการไล่ระดับของความเข้มข้น ธาตุอาหารเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูง (ดิน) ไปยังความเข้มข้นต่ำ (ราก) ตัวอย่าง: ไอออนของแร่ธาตุ เช่น K⁺, NO₃⁻, PO₄³⁻
2. การไหลตามมวล (Mass flow) การเคลื่อนที่ของธาตุอาหารที่ละลายอยู่ในสารละลายดิน และเคลื่อนไปยังรากตามค่าพลังงานศักย์ของน้ำ เมื่อรากดูดน้ำจากดิน โดยเฉพาะช่วงกลางวัน รากดูดน้ำมากเนื่องจากใบพืชมีการคายน้ำสูง
ดังนั้นการให้น้ำจนดินมีความชื้นอย่างเพียงพออยู่เสมอ จะทําให้ ธาตุอาหารในดินมีการละลายและเคลื่อนที่มากับน้ำจนถึงรากพืชอย่างต่อเนื่อง เคลื่อนที่เข้าสู่ผิวรากโดยการไหลของน้ำ
โดยอัตราที่ธาตุอาหารถูกดูดซับโดยการไหลของมวลถูกกําหนดโดยน้ำในดิน ปริมาณน้ำที่พืชได้รับ และอัตราการคายน้ำของพืช
3. การเคลื่อนที่ของรากพืชยืดตัวออกไปเพื่อดูดธาตุอาหาร (Root interception)
เมื่อรากเจริญเติบโตยืดตัวยาว ทําให้ส่วนปลายของรากที่ชอนไชไปในช่องว่างระหว่างอนุภาคดินได้สัมผัสกับสารละลายดินที่มีธาตุอาหารละลายอยู่ รากจึงมีโอกาสรับธาตุอาหารจากมวลของดิน
> หากดินที่เราปลูกพืชมีลักษณะโปร่งและร่วนซุย รากจะแผ่ขยายออกไปได้ดีทั้งในแนวกว้างและลึกจึงมีโอกาสได้รับธาตุอาหารจากดินได้มากกว่าดินที่แน่นทึบ
> หากดินมีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี (pH ของดิน) ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของราก จะทำให้พืชได้รับประโยชน์จากการใส่ปุ๋ยทางดินลดลง
การไหลของมวลและการแพร่ของธาตุอาหารหลักไปยังพื้นผิวของราก มีข้อจํากัดจากปัจจัยดินหลายอย่าง เช่น ปริมาณดินเหนียว เนื้อดินเหนียวทําให้การเคลื่อนตัวของธาตุอาหารไปยังสารละลายดินยาก จึงขัดขวางการเคลื่อนตัวของธาตุอาหารไปยังผิวราก ระดับความชื้นในดินต่ํา ทําให้พืชคายน้ำน้อยลง ทําให้น้ำจะดึงขึ้นมาจากดินน้อยลง ธาตุอาหารจึงน้อยลงด้วย
กลไกการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ
(1) แรงดันราก (Root Pressure) การลำเลียงแร่ธาตุแบบแอคทีฟทรานสปอร์ตเข้าไปในไซเลม ทำให้เกิดแรงออสโมติกดึงน้ำตามมา น้ำถูกดันขึ้นไปในไซเลม (สังเกตได้จากปรากฏการณ์ กัตเตชัน (Guttation) ที่หยดน้ำซึมออกทางปากใบในตอนเช้า) ช่วยในการลำเลียงน้ำในช่วงกลางคืนที่การคายน้ำต่ำ
(2) แรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration Pull) น้ำระเหยออกทางปากใบ (Stomata) ระหว่างการคายน้ำ สร้างแรงดึงให้โมเลกุลน้ำในไซเลมเคลื่อนที่ขึ้นตามแรง โคฮีชัน (Cohesion) แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้ำ และ อะดฮีชัน (Adhesion) แรงยึดเหนี่ยวระหว่างน้ำกับผนังท่อไซเลม ทำให้เกิดเป็น "สายน้ำต่อเนื่อง" ดึงน้ำจากรากสู่ใบ
(3) การลำเลียงแร่ธาตุ แร่ธาตุ (เช่น K⁺, Ca²⁺, NO₃⁻) ถูกดูดซับที่รากผ่าน แอคทีฟทรานสปอร์ต แล้วละลายในน้ำก่อนถูกพาขึ้นไปกับกระแสน้ำในไซเลม
ในพืชมีระบบท่อลำเลียงหลัก 2 ประเภท ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้:
1. ท่อน้ำ (ไซเลม - Xylem) ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากขึ้นสู่ลำต้นและใบ ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว (Tracheids และ Vessel elements) ผนังเซลล์หนาเสริมด้วยลิกนิน ไม่มีไซโทพลาซึมเหลืออยู่ อาศัยแรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) และแรงดันราก (Root pressure) รวมทั้งอาศัยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้ำ (Cohesion-tension theory) ช่่วยรักษาความเต่งของเซลล์ (Turgor pressure) และลำเลียงแร่ธาตุสำคัญ
2. ท่ออาหาร (โฟลเอ็ม - Phloem) ลำเลียงสารอาหารที่สร้างได้จากการสังเคราะห์แสง (เช่น น้ำตาลซูโครส) จากใบไปยังส่วนต่างๆ ของพืช ประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต (Sieve tube elements และ Companion cells) มีรูพรุนที่ผนังเซลล์ (Sieve plates) ต้องใช้พลังงานในการลำเลียง ใช้การลำเลียงแบบแรงดัน (Pressure flow hypothesis) น้ำตาลจะเคลื่อนที่จากแหล่งผลิต (Source) ไปยังแหล่งเก็บ (Sink) นำสารอาหารไปเลี้ยงส่วนที่กำลังเติบโตและส่วนสะสมอาหาร
ทั้งสองระบบทำงานประสานกันเพื่อการเจริญเติบโตของพืช
การลำเลียงแร่ธาตุสำคัญในพืช: กลไกและเส้นทางสู่ลำต้นและใบ
1. ไนโตรเจน (N) ใช้รูปแบบการลำเลียง: NO₃⁻ (ไนเตรต) และ NH₄⁺ (แอมโมเนียม) ดูดซับที่ปลายรากผ่าน transporter เฉพาะ (NRT สำหรับไนเตรต, AMT สำหรับแอมโมเนียม) ใช้พลังงาน (active transport) เมื่อความเข้มข้นในดินต่ำ เคลื่อนย้ายได้ง่ายผ่านไซเลมและโฟลเอ็ม สามารถเคลื่อนย้ายใหม่จากใบแก่ไปใบอ่อนเมื่อขาด
2. ฟอสฟอรัส (P) ใช้รูปแบบการลำเลียง: H₂PO₄⁻ (orthophosphate) ดูดซับผ่าน phosphate transporters ต้องใช้พลังงาน (active transport) เสมอ เคลื่อนที่ได้ดีในไซเลม สามารถเคลื่อนย้ายใหม่ผ่านโฟลเอ็ม
3. โพแทสเซียม (K⁺) ดูดซับผ่านช่องทางโพแทสเซียม (channels) และ transporters ไม่ต้องใช้พลังงานเมื่อความเข้มข้นสูง เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระในพืช โพแทสเซียมสำคัญสำหรับการเปิดปากใบและความเต่งของเซลล์
4. แคลเซียม (Ca²⁺) ดูดซับผ่านช่องทาง calcium channels การเคลื่อนที่ขึ้นกับแรงดันราก เคลื่อนที่เฉพาะในไซเลม ไม่สามารถเคลื่อนย้ายใหม่ได้
5. แมกนีเซียม (Mg²⁺) ดูดซับผ่าน non-selective cation channels เคลื่อนที่ได้ปานกลาง สามารถเคลื่อนย้ายใหม่จากใบแก่ได้
6. กำมะถัน (S) เป็นรูปแบบการลำเลียง: SO₄²⁻ (ซัลเฟต) ดูดซับผ่าน sulfate transporters ใช้พลังงานเมื่อความเข้มข้นต่ำ เคลื่อนที่ได้จำกัด
7. เหล็ก (Fe) ใช้รูปแบบการลำเลียง - Fe³⁺ (ต้องลดเป็น Fe²⁺ ก่อนดูดซับ) บางครั้งอยู่ในรูป Fe-chelates ดูดซับของพืชชั้นสูง ใช้การหลั่งกรดและ reductase ส่วนหญ้าใช้การผลิต phytosiderophores เคลื่อนที่ได้ยาก
8. สังกะสี (Zn²⁺) ดูดซับผ่าน zinc transporters (ZIP family) เคลื่อนที่ได้ปานกลาง สามารถเคลื่อนย้ายใหม่จากใบแก่
9. ทองแดง (Cu) ใช้รูปแบบการลำเลียง: Cu²⁺ ดูดซับผ่าน copper transporters เคลื่อนที่ได้จำกัด
10. โบรอน (B) ใช้รูปแบบการลำเลียง: H₃BO₃ (กรดบอริก) ดูดซับผ่าน passive diffusion เคลื่อนที่เฉพาะในไซเลม และไม่สามารถเคลื่อนย้ายใหม่
การจัดการธาตุอาหารพืชอย่างเหมาะสมต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการดูดซับและการเคลื่อนที่ภายในพืช เพื่อให้พืชสามารถใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่
พืชดูดซับธาตุอาหารจากดินผ่านระบบราก
การเคลื่อนที่ของธาตุอาหารผ่านท่อ
PGS นครศรีธรรมราช
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช
ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร : 0816577283
