กระบวนการเจริญเติบโตของพืช
กระบวนการเจริญเติบโตของพืชประกอบด้วยหลายขั้นตอน
กระบวนการเจริญเติบโตของพืชประกอบด้วยหลายขั้นตอนหลัก ดังนี้:
1. การงอก (Germination) เมล็ดพืชเริ่มดูดน้ำและขยายตัว เอมบริโอภายในเมล็ดเริ่มเจริญเติบโต รากแรกเกิด (Radicle) โผล่ออกมา และตามด้วยยอดอ่อน (Plumule)
การงอกของพืช (Germination) เป็นกระบวนการเริ่มต้นของการเจริญเติบโตของพืช โดยเกิดจากการที่เมล็ดพืชเริ่มฟื้นตัวจากสภาวะการพักตัว และพัฒนาไปเป็นต้นอ่อนที่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ กระบวนการงอกมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:
ปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการงอก ประกอบด้วย น้ำ เมล็ดดูดน้ำเพื่อกระตุ้นกระบวนการเมแทบอลิซึม น้ำช่วยให้เมล็ดพองตัวและเปลือกเมล็ดแตกออก มีอุณหภูมิที่เหมาะสม อุณหภูมิต้องเหมาะสมกับชนิดของพืช (ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส) อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำเกินไปอาจยับยั้งการงอก มีออกซิเจนสำหรับการหายใจระดับเซลล์ เพื่อสร้างพลังงานสำหรับการเจริญเติบโต พืชบางชนิดต้องการแสงเพื่อกระตุ้นการงอก ในขณะที่บางชนิดงอกได้ดีในที่มืด
ขั้นตอนการงอก
1. การดูดน้ำ เมล็ดดูดน้ำเข้าสู่เซลล์ ทำให้เมล็ดพองตัวและเปลือกเมล็ดแตกออก
2. การกระตุ้นกระบวนการเมแทบอลิซึม เอมไซม์ภายในเมล็ดถูกกระตุ้นให้ทำงาน สารอาหารที่สะสมในเมล็ด (เช่น แป้ง โปรตีน และไขมัน) ถูกย่อยสลายเพื่อให้พลังงาน
3. การเจริญเติบโตของเอมบริโอ ส่วนของเอมบริโอเริ่มพัฒนา รากแรกเกิด (Radicle) โผล่ออกมาเป็นส่วนแรก และงอกลงสู่ดิน
4. การเจริญเติบโตของยอดอ่อน ยอดอ่อนเจริญขึ้นเหนือพื้นดิน และพัฒนาเป็นลำต้นและใบ
ประเภทของการงอก
- การงอกแบบเหนือดิน (Epigeal Germination) ใบเลี้ยง (Cotyledon) ถูกดันขึ้นเหนือดิน พบในพืชเช่น ถั่ว และมะเขือ
- การงอกแบบใต้ดิน (Hypogeal Germination) ใบเลี้ยงอยู่ใต้ดิน ส่วนยอดอ่อนเจริญขึ้นเหนือดิน พบในพืชเช่น ข้าวโพด และมะพร้าว
2. การเจริญเติบโตของราก รากเจริญลงสู่ดินเพื่อดูดน้ำและสารอาหาร รากแขนงแตกออกเพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับ
การเจริญเติบโตของราก (Root Growth) เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้พืชยึดเกาะดิน ดูดซับน้ำและสารอาหาร รวมทั้งสะสมอาหาร รากมีบทบาทหลักในการดำรงชีวิตของพืช โดยการเจริญเติบโตของรากแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การเจริญเติบโตทางยาว และ การเจริญเติบโตทางด้านข้าง
โครงสร้างของราก
1. ปลายราก (Root Tip) มีเนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) ที่ทำหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโต มีหมวกราก (Root Cap) คลุมอยู่เพื่อป้องกันเนื้อเยื่อเจริญขณะรากแทงลงดิน
2. เขตการยืดตัว (Zone of Elongation) เซลล์ที่แบ่งตัวแล้วจะยืดยาวออก ทำให้รากเจริญลงสู่ดิน
3. เขตการเจริญเต็มที่ (Zone of Maturation) เซลล์พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อถาวร เช่น เนื้อเยื่อลำเลียง (Xylem และ Phloem) และขนราก (Root Hairs)
กระบวนการเจริญเติบโตของราก
1. การแบ่งเซลล์ (Cell Division) เกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) ที่ปลายราก เซลล์ใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความยาวของราก
2. การยืดตัวของเซลล์ (Cell Elongation) เซลล์ที่ถูกสร้างใหม่จะยืดตัวออกในเขตการยืดตัว การยืดตัวนี้ทำให้รากเจริญลงสู่ดิน
3. การเจริญเต็มที่ (Cell Maturation) เซลล์พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อถาวร เช่น เนื้อเยื่อลำเลียงและขนราก ขนรากช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซับน้ำและสารอาหาร
ประเภทของราก
1. ระบบรากแก้ว (Taproot System) มีรากหลักที่เจริญลงลึกและรากแขนงเล็กๆ แยกออกมา พบในพืชเช่น ต้นมะม่วง แครอท
2. ระบบรากฝอย (Fibrous Root System) มีรากขนาดเล็กหลายรากกระจายออกจากโคนต้น พบในพืชเช่น หญ้า ข้าว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของราก ประกอบด้วย น้ำ รากต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตและการดูดซับสารอาหาร ธาตุอาหารหลัก เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต รากต้องการออกซิเจนสำหรับการหายใจระดับเซลล์ อุณหภูมิที่เหมาะสมช่วยเร่งการเจริญเติบโตของราก ดินร่วนซุยช่วยให้รากเจริญเติบโตได้ดี
หน้าที่ของราก คือ ยึดเกาะดินให้ต้นพืชตั้งตรง ดูดซับน้ำและแร่ธาตุจากดิน สะสมอาหาร (เช่น แป้ง ในพืชบางชนิด) ช่วยในการขยายพันธุ์ (ในพืชบางชนิด เช่น มันฝรั่ง)
3. การเจริญเติบโตของลำต้น ลำต้นเจริญขึ้นสู่แสง การแบ่งเซลล์และการยืดตัวของเซลล์ทำให้ลำต้นสูงขึ้น
การเจริญเติบโตของลำต้น (Stem Growth) เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้พืชสามารถยืนต้นได้สูงขึ้น แผ่กิ่งก้านสาขา และลำเลียงน้ำ สารอาหาร รวมทั้งเป็นโครงสร้างหลักในการรองรับใบ ดอก และผล การเจริญเติบโตของลำต้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ การเจริญเติบโตทางยาว และ การเจริญเติบโตทางด้านข้าง
โครงสร้างของลำต้น
1. เนื้อเยื่อเจริญ เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด อยู่ที่ปลายยอด ทำหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มความยาวของลำต้น และ เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง อยู่รอบลำต้น ทำหน้าที่เพิ่มความหนาของลำต้น
2. เนื้อเยื่อลำเลียง ไซเล็ม (Xylem): ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากสู่ใบ และ โฟลเอ็ม (Phloem): ลำเลียงอาหารที่สังเคราะห์ได้จากใบไปยังส่วนอื่นๆ ของพืช
3. เปลือกไม้ (Bark) ช่วยป้องกันลำต้นจากความเสียหายและศัตรูพืช
กระบวนการเจริญเติบโตของลำต้น
1. การเจริญเติบโตทางยาว เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ที่ปลายยอดและปลายราก เซลล์แบ่งตัวและยืดยาว ทำให้ลำต้นสูงขึ้น พบในพืชทุกชนิด
2. การเจริญเติบโตทางด้านข้าง เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง ทำให้ลำต้นขยายความหนาและแข็งแรงขึ้น พบในพืชใบเลี้ยงคู่ และพืชยืนต้น
ประเภทของลำต้น
1. ลำต้นเหนือดิน ลำต้นที่เจริญขึ้นเหนือดิน เช่น ต้นไม้ทั่วไป
2. ลำต้นใต้ดิน ลำต้นที่เจริญใต้ดินและทำหน้าที่สะสมอาหาร เช่น หัวมันฝรั่ง หัวหอม
3. ลำต้นพิเศษ ลำต้นที่ปรับเปลี่ยนเพื่อหน้าที่เฉพาะ เช่น หนาม (ในกระบองเพชร) และไหล (ในสตรอเบอร์รี)
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลำต้น ประกอบด้วย แสงช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโต น้ำจำเป็นสำหรับการลำเลียงสารอาหารและการยืดตัวของเซลล์ ธาตุอาหารหลัก เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต ฮอร์โมนพืช เช่น ออกซิน ช่วยกระตุ้นการยืดตัวของเซลล์ จิบเบอเรลลิน ช่วยเพิ่มความยาวของลำต้น อุณหภูมิที่เหมาะสมช่วยเร่งการเจริญเติบโต
หน้าที่ของลำต้น คือ รองรับใบ ดอก และผล ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากสู่ใบ ลำเลียงอาหารที่สังเคราะห์ได้จากใบไปยังส่วนอื่นๆ ของพืช . สะสมอาหาร (ในพืชบางชนิด) ช่วยในการขยายพันธุ์ (เช่น ไหล หรือลำต้นใต้ดิน)
4. การเจริญเติบโตของใบ ใบเริ่มพัฒนาเพื่อทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ปากใบเปิดเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ
การเจริญเติบโตของใบ (Leaf Growth) เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้พืชสามารถสังเคราะห์แสง สร้างอาหาร และแลกเปลี่ยนก๊าซเพื่อการดำรงชีวิต ใบเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ผลิตอาหารผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง และยังช่วยในการคายน้ำ (Transpiration) เพื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุภายในพืช
โครงสร้างของใบ
1. แผ่นใบ ส่วนที่แผ่กว้างของใบ ทำหน้าที่หลักในการสังเคราะห์แสง มีเส้นใบที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและสารอาหาร
2. ก้านใบ ส่วนที่เชื่อมระหว่างแผ่นใบกับลำต้น
3. หูใบ โครงสร้างเล็กๆ ที่อยู่บริเวณฐานของก้านใบในพืชบางชนิด
4.เนื้อเยื่อใบ เอพิเดอร์มิส (ชั้นนอกสุดของใบ ทำหน้าที่ป้องกัน ) มีโซฟิลล์ (เนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยคลอโรพลาสต์ ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง) ปากใบ (รูเล็กๆ ที่ช่วยในการแลกเปลี่ยนก๊าซและคายน้ำ)
กระบวนการเจริญเติบโตของใบ
1.การเริ่มต้นของใบ เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ที่ปลายยอด เซลล์เริ่มแบ่งตัวและพัฒนาเป็นใบอ่อน
2.การขยายตัวของใบ เซลล์ในใบแบ่งตัวและยืดขยาย ทำให้ใบมีขนาดใหญ่ขึ้น การยืดตัวของเซลล์เกิดจากการดูดน้ำเข้าสู่เซลล์
3.การพัฒนาของเนื้อเยื่อใบ เซลล์พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น เอพิเดอร์มิส มีโซฟิลล์ และเส้นใบ คลอโรพลาสต์ในเซลล์มีโซฟิลล์ เริ่มทำงานเพื่อสังเคราะห์แสง
4.การเจริญเต็มที่ ใบเจริญเต็มที่และสามารถทำหน้าที่สังเคราะห์แสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของใบ
แสงเป็นปัจจัยสำคัญในการสังเคราะห์แสงและการเจริญเติบโตของใบ ประกอบด้วย พืชต้องการแสงในความยาวคลื่นที่เหมาะสม (เช่น แสงสีน้ำเงินและแดง) น้ำจำเป็นสำหรับการยืดตัวของเซลล์และกระบวนการสังเคราะห์แสง ธาตุอาหารหลัก เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบ อุณหภูมิที่เหมาะสมช่วยเร่งการเจริญเติบโตของใบ มีฮอร์โมนพืช ได้แก่ ออกซิน และจิบเบอเรลลิน ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของใบ
หน้าที่ของใบ คือ การสังเคราะห์แสง ใบใช้แสงแดด คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำเพื่อสร้างอาหาร (กลูโคส) ทำการแลกเปลี่ยนก๊าซโดยปากใบเปิดเพื่อรับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจน การคายน้ำ ช่วยในการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากสู่ใบ และใบบางชนิดสามารถสะสมอาหารได้ เช่น ใบของพืชอวบน้ำ
ประเภทของใบ
1.ใบเดี่ยว มีแผ่นใบเดียวต่อก้านใบ เช่น ใบมะม่วง
2.ใบประกอบ มีหลายแผ่นใบย่อยต่อก้านใบ เช่น ใบกระถิน
3.ใบปรับเปลี่ยน ใบที่ปรับเปลี่ยนเพื่อหน้าที่เฉพาะ เช่น หนาม (ในกระบองเพชร) และเกล็ด (ในหัวหอม)

5. การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ใบใช้แสงแดด คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำเพื่อสร้างอาหาร (กลูโคส) กระบวนการนี้ช่วยให้พืชเจริญเติบโตและสะสมพลังงาน
การสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น พืช สาหร่าย และแบคทีเรีย ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและก๊าซออกซิเจน กระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ และเป็นกระบวนการที่ผลิตก๊าซออกซิเจนซึ่งจำเป็นต่อการหายใจของสิ่งมีชีวิต
ขั้นตอนการสังเคราะห์แสง แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ได้แก่
1. ปฏิกิริยาที่ต้องใช้แสง (Light-dependent reactions):
เกิดขึ้นในไทลาคอยด์ (thylakoids) ซึ่งเป็นโครงสร้างภายในคลอโรพลาสต์ (chloroplasts)
พลังงานแสงถูกดูดซับโดยคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) ซึ่งเป็นรงควัตถุสีเขียวในคลอโรพลาสต์
พลังงานแสงถูกใช้ในการแยกโมเลกุลของน้ำ (H₂O) ออกเป็นออกซิเจน (O₂), โปรตอน (H⁺) และอิเล็กตรอน (e⁻)
อิเล็กตรอนถูกส่งผ่านห่วงโซ่การขนส่งอิเล็กตรอน (electron transport chain) เพื่อสร้าง ATP (adenosine triphosphate) และ NADPH (nicotinamide adenine dinucleotide phosphate) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ให้พลังงาน
2. ปฏิกิริยาการตรึงคาร์บอน (Carbon fixation reactions) หรือวัฏจักรคัลวิน (Calvin cycle):
เกิดขึ้นในสโตรมา (stroma) ซึ่งเป็นของเหลวภายในคลอโรพลาสต์
ATP และ NADPH ที่สร้างขึ้นในปฏิกิริยาที่ต้องใช้แสงถูกใช้เพื่อตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และสร้างน้ำตาลกลูโคส (C₆H₁₂O₆)
สมการเคมีของการสังเคราะห์แสง
6CO₂ + 6H₂O + พลังงานแสง → C₆H₁₂O₆ + 6O₂
CO₂ = ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
H₂O = น้ำ
C₆H₁₂O₆ = น้ำตาลกลูโคส
O₂ = ก๊าซออกซิเจน
ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์แสง ประกอบด้วย ความเข้มของแสงมีผลต่ออัตราการสังเคราะห์แสง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีผลต่ออัตราการสังเคราะห์แสง น้ำเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์แสง อุณหภูมิที่เหมาะสมมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสง และธาตุอาหาร เช่น ไนโตรเจนและแมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์

6. การออกดอก พืชเริ่มสร้างดอกเพื่อการสืบพันธุ์ ดอกมีส่วนประกอบสำคัญ เช่น เกสรตัวผู้ (Stamen) และเกสรตัวเมีย (Pistil)
การออกดอก (Flowering) เป็นกระบวนการที่สำคัญในการเจริญเติบโตของพืชดอก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ (Vegetative growth) ไปสู่ระยะการเจริญเติบโตทางสืบพันธุ์ (Reproductive growth) เพื่อสร้างดอกและผลต่อไป กระบวนการนี้ถูกควบคุมโดยปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกพืช
ปัจจัยที่มีผลต่อการออกดอก
1. ช่วงแสง (Photoperiodism):
พืชแต่ละชนิดมีช่วงแสงที่เหมาะสมสำหรับการออกดอกแตกต่างกัน
พืชวันสั้น (Short-day plants): ออกดอกเมื่อช่วงเวลากลางวันสั้นกว่าช่วงเวลาวิกฤต (Critical day length) เช่น ดาวเรือง เบญจมาศ
พืชวันยาว (Long-day plants): ออกดอกเมื่อช่วงเวลากลางวันยาวกว่าช่วงเวลาวิกฤต เช่น ผักกาดหอม ผักโขม
พืชวันเป็นกลาง (Day-neutral plants): ออกดอกโดยไม่ขึ้นกับช่วงแสง เช่น มะเขือเทศ ถั่ว
2. อุณหภูมิ (Temperature):
พืชบางชนิดต้องการอุณหภูมิต่ำในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อกระตุ้นการออกดอก (Vernalization) เช่น แอปเปิล ทิวลิป
อุณหภูมิที่เหมาะสมมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการออกดอก
3. ฮอร์โมนพืช (Plant hormones):
ฮอร์โมนพืชหลายชนิดมีบทบาทในการควบคุมการออกดอก เช่น
ฟลอริเจน (Florigen): ฮอร์โมนที่กระตุ้นการออกดอก
จิบเบอเรลลิน (Gibberellins): กระตุ้นการเจริญเติบโตของลำต้นและอาจมีผลต่อการออกดอกในพืชบางชนิด
ออกซิน (Auxin): มีผลต่อการพัฒนาของดอก
4. ธาตุอาหาร:
ธาตุอาหารบางชนิด เช่น ฟอสฟอรัส (P) มีความสำคัญต่อการออกดอก
ไนโตรเจน (N) ที่มากเกินไปอาจทำให้พืชเจริญเติบโตทางใบมากเกินไปและชะลอการออกดอก
5. อายุของพืช พืชบางชนิดต้องมีอายุถึงระยะหนึ่งก่อนที่จะสามารถออกดอกได้
กระบวนการออกดอก
1. การชักนำการออกดอก (Floral induction): เป็นขั้นตอนที่พืชได้รับสัญญาณจากปัจจัยต่างๆ และเริ่มเปลี่ยนแปลงจากระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบไปสู่ระยะการเจริญเติบโตทางสืบพันธุ์
2. การพัฒนาตาดอก (Floral development): ตาดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่มีส่วนประกอบต่างๆ เช่น กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย
3. การบานของดอก (Flowering): ดอกจะบานและพร้อมสำหรับการผสมเกสร
7. การผสมเกสร ละอองเกสรตัวผู้ถูกถ่ายไปยังเกสรตัวเมีย อาจเกิดจากการช่วยเหลือของลม แมลง หรือสัตว์อื่นๆ
การผสมเกสร (Pollination) เป็นกระบวนการถ่ายละอองเรณูจากอับเรณูของเกสรตัวผู้ไปยังยอดเกสรตัวเมีย ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก ทำให้เกิดการปฏิสนธิและพัฒนาไปเป็นผลและเมล็ดต่อไป
ประเภทของการผสมเกสร
1. การผสมเกสรในดอกเดียวกัน (Self-pollination): ละอองเรณูจากดอกเดียวกันถ่ายไปยังยอดเกสรตัวเมียของดอกนั้นเอง
2. การผสมเกสรข้ามดอก (Cross-pollination): ละอองเรณูจากดอกหนึ่งถ่ายไปยังยอดเกสรตัวเมียของอีกดอกหนึ่งบนต้นเดียวกันหรือต่างต้นกัน
ตัวกลางในการผสมเกสร
- ลม (Wind pollination): พืชที่ผสมเกสรด้วยลมมักมีดอกขนาดเล็ก ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และผลิตละอองเรณูจำนวนมาก เช่น หญ้า ข้าวโพด
- แมลง (Insect pollination): พืชที่ผสมเกสรด้วยแมลงมักมีดอกขนาดใหญ่ มีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอม และผลิตน้ำหวานเพื่อล่อแมลง เช่น ดอกทานตะวัน ดอกกุหลาบ
- สัตว์อื่น ๆ (Animal pollination): นก ค้างคาว และสัตว์อื่น ๆ ก็มีบทบาทในการผสมเกสรพืชบางชนิด
- น้ำ (Water pollination): พืชน้ำบางชนิดใช้กระแสน้ำในการถ่ายละอองเรณู
- มนุษย์ (Artificial pollination): มนุษย์มีบทบาทในการผสมเกสรพืชบางชนิด โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ เช่น ปาล์มน้ำมัน วานิลลา
8. การสร้างผลและเมล็ด หลังการผสมเกสร ดอกจะพัฒนาเป็นผล เมล็ดภายในผลพร้อมสำหรับการแพร่กระจาย
การสร้างผลและเมล็ด (Fruit and Seed Formation) เป็นกระบวนการสุดท้ายของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในพืช มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเมล็ดที่สามารถงอกเป็นพืชต้นใหม่ได้ และสร้างผลเพื่อช่วยในการแพร่กระจายเมล็ด กระบวนการนี้เริ่มต้นหลังจากการผสมเกสร (Pollination) และการปฏิสนธิ (Fertilization)
ขั้นตอนการสร้างผลและเมล็ด
1. การผสมเกสร ละอองเกสรตัวผู้ ถูกถ่ายไปยังเกสรตัวเมีย อาจเกิดจากการช่วยเหลือของลม แมลง น้ำ หรือสัตว์อื่นๆ
2. การปฏิสนธิ ละอองเกสรงอกท่อลงไปยังรังไข่ เซลล์สืบพันธุ์ตัวผู้ ผสมกับเซลล์ไข่ ในรังไข่ เกิดเป็นไซโกต เกิดการปฏิสนธิซ้อน (Double ในพืชดอก โดยเซลล์สืบพันธุ์ตัวผู้ผสมกับนิวเคลียสเกิดเป็นเนื้อเยื่อสะสมอาหาร
3. การพัฒนาของเมล็ด ไซโกตพัฒนาเป็นเอมบริโอ เนื้อเยื่อสะสมอาหาร เจริญเติบโตเพื่อสะสมอาหารสำหรับเอมบริโอ เปลือกเมล็ด พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันเมล็ด
4. การพัฒนาของผล รังไข่พัฒนาเป็นผล ผลอาจมีเนื้อผล ที่ช่วยดึงดูดสัตว์เพื่อการแพร่กระจายเมล็ด
โครงสร้างของเมล็ด
1. เอมบริโอ ส่วนที่พัฒนาเป็นต้นอ่อน ประกอบด้วย ใบเลี้ยง (Cotyledon) ยอดอ่อน (Plumule) และรากอ่อน (Radicle)
2. เนื้อเยื่อสะสมอาหาร ทำหน้าที่สะสมอาหารสำหรับการงอกของเมล็ด
3. เปลือกเมล็ด ชั้นนอกสุดของเมล็ด ทำหน้าที่ป้องกันเอมบริโอและเนื้อเยื่อสะสมอาหาร
ประเภทของผล
1. ผลเดี่ยว เกิดจากรังไข่ของดอกเดียว เช่น มะม่วง มะเขือเทศ
2. ผลกลุ่ม เกิดจากรังไข่หลายอันในดอกเดียวกัน เช่น สตรอเบอร์รี
3. ผลรวม เกิดจากรังไข่ของหลายดอกที่อยู่ใกล้กัน เช่น สับปะรด
4. ผลแห้ง ผลที่มีเนื้อผลแห้ง เช่น ถั่ว ข้าวโพด
5. ผลเนื้อ ผลที่มีเนื้อผลฉ่ำน้ำ เช่น องุ่น มะละกอ
หน้าที่ของผลและเมล็ด
1. การแพร่กระจายเมล็ด ผลช่วยดึงดูดสัตว์เพื่อการแพร่กระจายเมล็ด เมล็ดอาจแพร่กระจายโดยลม น้ำ หรือสัตว์
2. การป้องกันเมล็ด ผลและเปลือกเมล็ดช่วยป้องกันเมล็ดจากความเสียหายและศัตรูพืช
3. การงอกของเมล็ด เมล็ดที่ตกถึงพื้นดินจะเริ่มกระบวนการงอกเมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
9. การแพร่กระจายเมล็ด เมล็ดถูกแพร่กระจายโดยลม น้ำ สัตว์ หรือมนุษย์ เมล็ดที่ตกถึงพื้นดินจะเริ่มกระบวนการงอกใหม่
การแพร่กระจายเมล็ด (Seed dispersal) เป็นกระบวนการที่เมล็ดของพืชถูกเคลื่อนย้ายจากต้นแม่ไปยังบริเวณอื่น ๆ เพื่อให้เมล็ดมีโอกาสในการงอกและเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ กระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายพันธุ์และการดำรงอยู่ของพืช เพราะช่วยลดการแข่งขันระหว่างต้นแม่และต้นอ่อน และเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
วิธีการแพร่กระจายเมล็ด
1. ลม เมล็ดมีโครงสร้างที่ช่วยให้ลอยตามลมได้ง่าย เช่น มีปีก มีขน หรือมีน้ำหนักเบา ตัวอย่างพืช: หญ้า ดอกแดนดิไลออน ต้นยางนา
2. น้ำ เมล็ดมีโครงสร้างที่ช่วยให้ลอยน้ำได้ เช่น มีเปลือกหุ้มที่กันน้ำ หรือมีช่องอากาศภายใน ตัวอย่างพืช: มะพร้าว โกงกาง บัว
3. สัตว์ เมล็ดมีโครงสร้างที่ติดกับขนหรือผิวหนังของสัตว์ได้ง่าย หรือมีเนื้อผลที่สัตว์กินแล้วขับถ่ายเมล็ดออกมา ตัวอย่างพืช: หญ้าเจ้าชู้ มะม่วง มะเขือเทศ
4. การดีด ผลของพืชจะดีดเมล็ดออกมาเมื่อผลแก่จัด ตัวอย่างพืช: ต้อยติ่ง เทียนบ้าน สบู่ดำ
5. มนุษย์ มนุษย์มีบทบาทในการแพร่กระจายเมล็ดผ่านการเกษตร การค้า และการเดินทาง ตัวอย่างพืช: ข้าวสาลี ข้าวโพด มะม่วง
กระบวนการเหล่านี้ช่วยให้พืชเจริญเติบโต สืบพันธุ์ และดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
PGS นครศรีธรรมราช
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS นครศรีธรรมราช ขับเคลื่อนโดย สมาคมอาหารธรรมชาติยั่งยืน นครศรีธรรมราช
ที่อยู่ : ตำบลควนกลาง อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร : 0816577283
